lcheshirex View my profile

[ Fic ] Coeur De Loup. ♡ intro (myungyeol)

posted on 17 Dec 2013 22:44 by cheshirexx in INFINITE directory Fiction

Coeur De Loup

MYUNGSOO ♥ SEONGYEOL

PG 15 / NC 20

By lcheshirex

 

 

 

 

 

i n t r o

           

In the middle of the night when I'm in this dream

It's like a million little stars spelling out your name

You gotta come on, come on

Say that we'll be together

 

 

กรุงโซล  สาธารณรัฐเกาหลีใต้  ค.ศ 2013

 

 

ผืนนภาสีส้มอ่อนพลัดเปลี่ยนเป็นความมืดมิดระยิบระยับตามห้วงเวลาวัฏจักร ดวงตะวันลับขอบฟ้าเร็วกว่าปกติ เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ฤดูอันหนาวเหน็บ บนยอดตึกสูงเสียดฟ้าถูกแต่งแต้มไปด้วยปุยอ่อนนุ่มสีขาวบริสุทธิ์ที่โปรยปรายจากเบื้องบนลงสู่ทุกอนาบริเวณ  ลมหายใจอุ่นผ่อนออกกลายเป็นไอควันขาวบริสุทธิ์กระจายฟุ้งอยู่ในบรรยากาศอย่างบางเบา นัยน์ตารัตติกาลทอดมองทัศนียภาพใจกลางเมืองที่ไม่เคยหลับใหลไม่มีผู้ใดสามารถคาดเดาความคิดจากแววตานั้นได้ แม้แต่คนข้าง ๆ ผู้ที่เป็นสายเลือดเดียวกันยังไม่สามารถอ่านความนึกคิดหรือจิตใจของผู้นั้นได้ แววตามั่นคงและเด็ดเดี่ยวดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ทำให้ทุกคนต้องเกรงกลัว ในเวลานี้ยิ่งน่าเกรงขามและลึกลับยิ่งกว่าเคย

 

 

 

ริมฝีปากแดงฉ่ำเพราะสภาพอุณหภูมิหนาวเย็นปิดสนิทไร้การสนทนาโต้ตอบใด ๆ ระหว่างกัน ต่างปล่อยให้ความหนาวเย็นโอบล้อมร่างกายไปพร้อมกับความเงียบงันที่ค่อย ๆ แทรกตัวขึ้น

 

 

 

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดโค้ชเอิร์ทโทนเรียบหรูลอบมองเสี้ยวของคนข้างกาย ผู้มีศักดิ์เป็นน้องชายแท้ ๆ ของเขา  หลายต่อหลายคนต่างลงความเห็นว่าใบหน้าคมคายได้สัดส่วนเพชรล้ำค่านั้นงดงามยิ่งกว่าประติมากรรมชั้นเลิศและเขาเองก็เห็นด้วยกับคำเชยชมนั้น

 

 

 

น้องชายของเขางดงามดั่งพระเจ้าบรรจงสร้างของแท้

 

 


“เราจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้อีกนานไม่ได้แล้ว...นับวันพวกนั้นชักจะแข็งข้อขึ้นเรื่อย ๆ ”

 

 

 

เสียงทุ้มต่ำดูวิตกกังวลไม่น้อยกับสิ่งที่เอ่ยออกมา หากแต่ชายหนุ่มยังสามารถเก็บอาการทางสีหน้าได้อย่างดีเยี่ยม แต่คงยังไม่เท่ากับอีกคนที่เขาสื่อสารด้วย รายนั้นสามารถเก็บอาการได้ทั้งอารมณ์ สีหน้า และน้ำเสียง แม้เรื่องที่พูดออกไปเมื่อครู่จะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยด้วยซ้ำ แต่ทว่าอีกคนกลับยังดูนิ่งเฉยเช่นเดิม ราวกลับไม่รู้สึกกังวลหรือหวาดกลัวในสิ่งที่กำลังจะตามมา

 

 

 

สงครามยึดอำนาจของผู้ไม่ยอมรับการตัดสินและคิดจะสร้างความแตกแยกระหว่างเผ่าพันธุ์

 

 


ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยสักนิดกับการต่อต้านครั้งนี้ จ่าฝูงคนใหม่ได้ถูกแต่งตั้งขึ้นหลังจากคนเก่าได้สิ้นอายุขัยลง ทุกเผ่าพันธุ์ได้รวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่เพื่อรับฟังการเลือกจ่าฝูงคนใหม่ที่มันเป็นเหมือนพลิกประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ของ ฝูงหมาป่า อย่างพวกเรา ผู้ที่ถูกเลือกจากพลังและความสามารถอันโดดเด่นจากจ่าฝูงคนเก่าก่อนสิ้นอายุขัย และครั้งนี้ถือเป็นจ่าฝูงที่อายุน้อยที่สุดในทศวรรษ

 

 

 

“แอล”

 

 


“คิดว่าพวกนั้นจะทำอะไรฉันได้งั้นเหรอ ? … คริส” ยังไม่ทันที่คริสจะได้พูดอะไรออกมาเพิ่มเติม เสียงนุ่มลึกได้เอ่ยออกมาอย่างราบเรียบตามสีหน้าและอารมณ์ ดวงตาสีรัตติกาลปรายมองไปยังคริสเป็นเชิงถาม หากแต่ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น

 

 

 

คริสเหยียดยิ้มมุมปากเล็กน้อยในความมั่นใจและไม่หวั่นเกรงสิ่งใดของน้องชาย ดวงตานั้นฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างน่านับถือ นั่นถือเป็นอีกคุณสมบัติโดดเด่นอีกข้อที่ทำให้แอลได้ขึ้นมาเป็นจ่าฝูงคนใหม่ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ คนที่สามารถควบคุมทุกอย่างไว้ในมือได้อย่างเยือกเย็น แต่ยังไงก็ยังน่ากังวลสำหรับพี่ชายอย่างคริสอยู่ดี

 

 

 

“ฉันรู้ว่านายแข็งแกร่งกว่าใคร ไม่งั้นคงไม่ถูกเลือกขึ้นมาจุดนี้ แต่อย่าลืมว่าพวกนั้นไม่มีทางถอยกลับไปง่าย ๆ แน่ หากยังไม่ได้สิ่งที่มันต้องการ” คำเตือนกลาย ๆ ของพี่ชายไม่ได้ทำให้อีกคนหวั่นเกรงเลยสักนิด แอลยังคงวางท่าทีนิ่งเฉย ถึงแม้จะมีเพียงวูบหนึ่งที่แววตานั้นสั่นไหวเล็กน้อย แต่แอลก็สามารถกลบมันไปได้ด้วยความแน่วแน่และมั่นใจภายในเสี้ยวนาที

 

 

 

“ฉันรู้ แต่คิดว่าจะได้มันไปง่าย ๆ  งั้นเหรอ”

 

 

 

คริสถอนหายใจออกมาเบา ๆ กับความมั่นใจจนล้นของน้องชาย บางทีความมั่นใจนั้นมันก็เหมือนดาบสองคมที่ทำให้ตัวเราประหม่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ เสียงส่วนใหญ่นั้นยอมรับกับผู้ดำรงตำแหน่งคนใหม่ หากแต่ยังมีอยู่หนึ่งเผ่าที่คิดคัดค้านและคิดจะยึดอำนาจจากแอลไป พวกนั้นปลุกระดมหาแนวร่วมจากเผ่าอื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วยอยู่ประปรายมาร่วมต่อต้านครั้งนี้ โดยการนำจุดอ่อนเพียงจุดเดียวที่แอลมีมาเป็นข้อเรียกร้องยึดอำนาจ

 

 

 

Knot คือจุดอ่อนเดียวที่แอลไม่สามารถลบล้างมันออกไปได้ด้วยตัวคนเดียว หากแต่ต้องมี ‘บางสิ่ง’ ช่วยลบล้างจุดอ่อนนี้

 

 

 

“แล้วเมื่อไหร่นายจะตามหา ‘สิ่งนั้น’ พบ”

 

 

 

 

คริสลอบมองใบหน้าหน้าด้านของของน้องชายอีกครั้งเพื่อฟังคำตอบ หากแต่ไม่มีเสียงใดเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากสวยได้รูปนั้น ดวงตาคมเสน่ห์ทอดมองไปยังเบื้องหน้าราวกับหาคำตอบให้กับเขาอยู่ คริสได้แต่ภวานาอยู่ในใจหวังว่าคำตอบนั้นจะเป็นไปในทางที่ดี

 

 

 

แอลปล่อยให้คำถามนั้นค่อย ๆ ถูกกลืนไปในความเงียบงัน สายตาเหม่อมองปุยอ่อนนุ่มสีขาวสะอาดยังคงโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง หอบสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมาโอบล้อมร่างกายอย่างแผ่วเบาพร้อมกับนำพากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของบางสิ่งบางอย่างติดมาเป็นของฝากด้วย เปลือกตาสีนวลปิดลงพร้อมสูดรับ กลิ่นหอม ที่พัดลอยมาเข้าเต็มปอด

 

 

 

เพียงในเสี้ยวนาทีที่ได้สัมผัส ราวกลับทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาที่ปิดลงค่อย ๆ ปรือขึ้นอีกครั้งพร้อมกับมือข้างขวาที่เคลื่อนตัวขึ้นมาทาบลงบนหน้าอกด้านซ้ายด้วยจังหวะการเต้นที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กลิ่นนั้นอาจเป็นเพียงกลิ่นธรรมดาทั่วไปในชั้นบรรยากาศ หากแต่ภายในกลับรู้สึกว่ามีความพิเศษบางอย่างหลบซ่อนอยู่ในกลิ่นปริศนานั้น กลิ่นหอมหวานที่พิเศษยิ่งกว่ากลิ่นใด ๆ ที่แอลเคยได้สัมผัส

 

 

 

ราวกับเป็นกลิ่นที่ตามหาและรอคอยมาแสนนาน 

 

 

 

 


“ไม่นานหรอกคริส...อีกไม่นาน”

 

 

 

 

 

การรอคอยอันแสนยาวนานกำลังจะสิ้นสุดลง

 

 


 
to be continue

[ FIC ] Be sweet on.♡ 15th {♥ Myungyeol} END

posted on 16 Sep 2013 13:34 by cheshirexx in INFINITE directory Fiction

 

 

15th

 

ในเวลานี้คงไม่มีใครโง่เง่าเกินผู้ชายที่ชื่อคิมมยองซูอีกแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อน...ก่อนที่เขาจะมายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้

 

 

“พี่ก็ลอยน้ำตามพี่ซองยอลไปสิฮะ” 

 


“ลอยน้ำ ? ” มยองซูขมวดคิ้วเป็นปมกับคำใบ้ของซองจง..ลอยน้ำ ทำไมต้องลอยน้ำ 

 


“อ้าว พี่เป็นเป็ดไม่ใช่เหรอ ฮ่องกงเขามีเป็ดลอยน้ำ พี่ก็น่าจะลองลอยไปบ้างนะ” อีกคนตอบกลับมาหน้าตาเฉยแต่คนฟังกลับยิ่งขมวดคิ้วเป็นปม ไม่ใช่เพราะซองจงแอบกัดเขาทางอ้อม แต่เป็นเพราะอะไรบางอย่างที่หลุดมากับคำใบ้นั้นต่างหาก 

 


“เดี๋ยวนะ..หมายความว่า..”

 


“พี่ไม่รู้จักเป็ดยักษ์ลอยน้ำที่ฮ่องกงเหรอ เชยจังเลยนะ”

 


“หมายความว่าซองยอลอยู่ฮ่องกงเหรอ ?”

 


“อุ๊บ ! ผมเผลอบอกไปเหรอว่าพี่ซองยอลไปเที่ยวที่นั่นอ่ะ”

 


นั่นเป็นเพียงแค่ต้นเหตุ แต่ที่ทำให้คิมมยองซูดูโง่เง่ามากที่สุดในชีวิตไม่ใช่เพราะเขาบ้าจี้ทำตัวเป็นเป็ดลอยน้ำไปตามหาซองยอลอะไรแบบนั้น หากแต่เป็นเพราะหลังจากนั้นหนึ่งวันเขาก็รีบเดินทางมาฮ่องกงโดยที่...ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย  มีแค่กระเป๋าเป้หนึ่งใบกับตั๋วเครื่องบินและพาสปอร์ตเข้าประเทศมาเพียงแค่นั้น คำว่าแค่นั้นคือแค่นั้นจริงๆ แม้แต่แผนที่หรือคู่มือการสื่อสารของประเทศฮ่องกง คิมมยองซูก็ไม่ได้เตรียมมา แล้วอย่าไปถามถึงที่พัก แค่มีสติบุ๊คไฟล์ทบินมาถูกก็ดีถม จากที่เคยเป็นคนรอบคอบในทุกๆอย่างก่อนจะทำอะไรต้องมีการคิดเตรียมแผนเอาไว้กลับกลายเป็นคนสติหลุด ทำตามเสียงหัวใจมากกว่าความคิดเพียงเพราะผู้ชายที่ชื่ออีซองยอล มันคือเหตุผลว่าทำไมถึงมีผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งกำลังยืนทึ้งหัวด่าตัวเองอยู่ในมโนจิต ณ สนามบินนานาชาติฮ่องกงอันกว้างใหญ่แห่งนี้และคิมมยองซูคิดว่าช่วงเวลาอันยากลำบาก นับตั้งแต่เท้าของเขาแตะพื้นดินประเทศฮ่องกงคงจะไม่หมดลงไปง่ายๆ

 

 

หลังจากตั้งสติหาที่พักให้ตัวเองและจัดการทุกสิ่งทุกอย่างจนลงตัวแล้ว คิมมยองซูก็เริ่มปฏิบัติภารกิจสำคัญของการมาเยือนฮ่องกงทันที แต่มันติดอยู่นิดเดียวตรงที่ไม่รู้จะต้องเริ่มต้นจากตรงไหน  การตามหาใครสักคนในต่างแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้ซองจงจะบอกไว้ว่า ‘ฮ่องกงเล็กนิดเดียว แค่พี่ก้าวออกจากสนามบินก็เจอพี่ซองยอลแล้ว’ ไอ้คำพูดพวกนั้นคิมมยองซูอยากเถียงขาดใจ ประเทศเล็กก็จริงแต่จำนวนประชากรและนักท่องเที่ยวมันไม่ใช่น้อยๆนะเว้ย ! ยิ่งฮ่องกงขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวและช็อปปิ้งของเอเชียแล้วด้วย การตามหาอีซองยอลนั้นไม่ใช่งานง่ายๆอย่างที่คิด มยองซูเปิดสมาร์ทโฟนและอ่านข้อมูลที่อยู่ของซองยอลที่ได้รับจากซองจงแล้วก็ยังคิดไม่ออกว่าควรเริ่มจากจุดไหน ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมไม่เรียกแท็กซี่ไปก็สิ้นเรื่อง...ถ้ามันสิ้นเรื่องคิมมยองซูก็คงไม่ต้องมายืนหน้ามึนอยู่กลางทางแบบนี้หรอก เขาเรียกแท็กซี่จากโรงแรมแล้วเอาที่อยู่ของซองยอลให้ดูก็ดันเจอคันที่ไม่ค่อยรู้เส้นทาง พาเขาวนอยู่แถบนั้นหลายรอบจนค่าโดยสารมิเตอร์ขึ้นเอาๆ คิมมยองซูจึงต้องยอมไปตายเอาดาบหน้าลงจากแท็กซี่คันนั้นกลางทางและมาหาคนช่วยนำทางให้เขาไปหาซองยอลได้จริงๆน่าจะดีกว่า โดยเริ่มจากหาคนใกล้ๆแถวนี้ที่คาดว่าพอจะสื่อสารกันรู้เรื่อง 

 

 

มยองซูแบกกระเป๋าติดตัวเดินเข้าไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงป้ายรถประจำทางไม่ใกล้ไม่ไกลจากเขาที่คิดว่าน่าจะเป็นคนฮ่องกงหรืออยู่ในประเทศนี้มานานพอสมควรและพอจะพูดคุยกันรู้เรื่อง แต่ผลที่ได้กลับมาทันทีที่เปิดที่อยู่ในสมาร์ทโฟนให้ผู้หญิงคนนั้นดูก็คือคำตอบภาษาจีนที่ฟังไม่ออก พยายามจะสื่อสารให้เข้าใจแต่ก็คว้าน้ำเหลว ผู้หญิงคนนั้นยังคงพูดประโยคที่ฟังไม่รู้เรื่องซ้ำๆออกมาจนมยองซูต้องกล่าวคำขอบคุณเพื่อถอยออกมาและมองหาตัวช่วยใหม่ หากแต่ว่าไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่คนพูดภาษาที่เขาฟังไม่รู้เรื่องใส่กันจนมึนไปหมด แถมเสียงเอะอะเจี้ยวจ้าวของคนพวกนั้นยังฟังดูน่ารำคาญเป็นอย่างมากในความคิดเขาด้วย คิ้วเข้มขมวดแน่นจนแทบจะเป็นปมเมื่อคิดว่าคงสื่อสารกับใครไม่รู้เรื่องแน่ๆ

 

 

มยองซูทำได้เพียงแบกกระเป๋าเดินต่ออย่างไร้หนทาง มันเป็นโมเม้นที่ไม่ควรเกิดขึ้นในชีวิตคิมมยองซูเลยสักนิด ! ไอ้ที่ยืนอยู่เรียกว่าแถวไหนก็ไม่รู้ จะไปหาซองยอลแถวไหนก็บอกคนอื่นไม่ถูก นอกจากเมื่อวานจะเป็นคนโง่แล้ว ตอนนี้คิมมยองซูยังเป็นคนหลงทางด้วย

 

 

กระเป๋าใบใหญ่ถูกเหวี่ยงไปยังม้านั่งข้างทางก่อนเจ้าของจะทิ้งตัวลงตามมาอย่างเหนื่อยล้า...ยังเหยียบฮ่องกงไม่ถึงสองวันก็เหนื่อยได้ขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดว่าต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อีกกี่วันถึงจะเจอซองยอลและถึงตอนนั้นพลังของคิมมยองซูจะสูญหายไปเท่าไหร่กัน ดวงตาสีเข้มจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ปรากฏรูปของใครบางคนเหมือนต้องการขอพลังจากคนในรูปนั้นก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ บางทีพระเจ้าอาจกำลังยื่นบททดสอบความรักให้แก่เขาก็เป็นได้ แต่บททดสอบนี้ใช่ว่าจะใช้ตัวช่วยไม่ได้นี่นา

 


มุมปากเท่กระตุกยิ้มทันทีที่หัวสมองคิดอะไรบางอย่างออก ส่งสัมผัสลงบนหน้าจอโทรศัพท์ไปยังรายชื่อในคอนแทคลิสต์อย่างรวดเร็วก่อนจะนับถอยหลังรอให้ปลายทางรับสายของเขา ถึงจะไม่ได้เตรียมตัวอะไรสักอย่างในการเดินทางครั้งนี้ แต่นับว่าโชคดีที่คิมมยองซูไม่โง่ถึงขั้นลืมเปิดโรมมิ่งไว้ใช้สำหรับติดต่อบุคคลอื่นๆในยามฉุกเฉิน ใช้เวลาไม่นานปลายทางที่มยองซูติดต่อไปก็กรอกเสียงรับสายอย่างร่าเริงราวกับรู้ว่าเขาต้องติดต่อกลับมาอย่างแน่นอน

 

 

[อันยองงงง ติดต่อกลับมาได้แล้วเหรอ นึกว่าพี่จะลอยน้ำหลงไปถึงแม่น้ำอะเมซอนซะแล้ว]

 

 

“ไม่ใช่แต่ก็เหมือนละนะ” ที่คิมมยองซูหลงทางอยู่ตอนนี้ก็ไม่ต่างจากที่อีซองจงพูดนักหรอก

 

 

[น่าสงสารจริงๆ เป็นเป็ดหลงทางอยู่สินะ] น้ำเสียงเห็นอกเห็นใจส่งตรงจากปลายสาย แต่ไม่รู้ทำไมคนฟังฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดชอบกลกับไอ้คำว่าเป็ดหลงทาง...ยังไงก็ช่างเถอะเรื่องนั้นปล่อยมันไปก่อน ตอนนี้เขามีสิ่งสำคัญที่ต้องขอร้องมากกว่าจะมานั่งหงุดหงิดคำจิกกัดของอีซองจง

 

 

“ถ้าสงสาร...นายก็ต้องช่วยฉันอีซองจง” ปลายสายเงียบไปเล็กน้อยทันทีที่มยองซูโพล่งบอกความต้องการในการติดต่อมาครั้งนี้ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆลอยออกมาจากปลายสาย

 

 

[ผมรออยู่นานแล้วเหอะ] รอยยิ้มกระตุกขึ้นบนมุมปากของคนหล่ออีกรอบพร้อมกับความคาดหวังที่ถูกจุดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง…น่า