lcheshirex View my profile

[ FIC ] Be sweet on.♡ 9th {♥ Myungyeol}

posted on 18 May 2013 14:51 by cheshirexx in INFINITE directory Fiction

Be sweet on.


m y u n g y e o l

 

 

 

9th

มยองซูขยับร่างกายอันหนักอึ้งเอื้อมมือไปปัดป่ายตรงโต๊ะข้างเตียงด้วยอารมณ์หงุดหงิด สาเหตุมาจากโทรศัพท์มือถือราคาแพงของเขากำลังแผดเสียงสายเรียกเข้าดังสนั่นนานร่วมหลายนาที พอคว้าได้ก็กดตัดสายจบความน่ารำคาญอย่างไม่ใยดีแล้วโยนเจ้าเครื่องนั้นลงที่เดิมก่อนจะหลับตาพริ้มเข้าสู่ห้วงความฝันต่อ...ได้อีกสักพักเท่านั้น เสียงเรียกเข้าเดิมก็ดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง

 

 

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันตีสีหน้ายุ่งขณะที่ยังคงหลับตาอยู่ เสียงแผดร้องนั้นเหมือนแมลงตัวเล็กๆที่บินวนสร้างความรำคาญอยู่ใกล้ๆหูจนทำให้ระดับอารมณ์หงุดหงิดของคนที่อยากพักผ่อนกำลังไต่ระดับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกครั้งที่เหวี่ยงมือไปหยิบเจ้าเครื่องน่ารำคาญมากดตัดสายเรียกเข้านั้นทิ้งโดยไม่ดูว่าเป็นใครที่โทรเข้ามาสร้างความน่ารำคาญในยามเช้านี้ แถมท้ายด้วยการกดปิดเครื่องมันเสียเลย จะได้จบปัญหาน่ารำคาญนี้ เขาไม่สนใจว่าคนที่โทรมาอาจจะแค่อยากบอกอรุณสวัสดิ์เขาหรืออาจจะมีปัญหาเร่งด่วนอะไรมากกว่านั้น ซึ่งคนอย่างคิมมยองซูไม่เคยสนใจปัญหาของใครอยู่แล้ว

 

 

แต่ถ้าใครอยากจะมีปัญหานักก็ลองโทรมาทำลายเวลาพักผ่อนของเขาดูอีกสักรอบสิ...ได้มีปัญหาแน่

 

 

เมื่อตัดความน่ารำคาญออกไปได้หมดร่างกายก็เริ่มเข้าสู่การพักผ่อนอีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าหล่อแนบไปกับหมอนใบใหญ่พริ้มตาหลับลงและกวาดแขนยาวๆไปยังพื้นที่ข้างตัวหวังจะคว้าหมอนข้างนุ่มนิ่มที่กอดเอาไว้ทั้งคืนเข้ามาสู่อ้อมกอดอีกครั้ง แต่ก็ต้องพบกับความว่างเปล่า มยองซูผงกหัวขึ้นหรี่ตามองที่ว่างข้างตัวก่อนจะปัดป่ายมือเหมือนพยายามหาร่างบอบบางที่เขาได้กอดเมื่อคืน

 

 

อีซองยอลหายไปไหน

 

 

ความเย็นเฉียบบนผืนผ้าปูที่นอนสีน้ำเงินเข้มเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างดีว่าหมอนข้างนุ่มนิ่มของเขาหายไปได้สักพักใหญ่แล้ว มยองซูขยี้ผมยุ่งๆของตัวเองอย่างคนโดนขัดใจก่อนจะผุดลุกขึ้นมานั่งปรับสายตาให้เข้าทีแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆห้อง...ไม่มีแม้แต่เงาของอีซองยอล มีเพียงกระดาษโพสอิทสีชมพูหวานใบหนึ่งที่ติดหราอยู่ตรงโคมไฟข้างๆเตียง

 

 

คุณแมวขี้เซา เรียกทีก็ไม่ยอมตื่น...ตื่นไปโรงเรียนได้แล้ว ! ฉันไม่รอนายตื่นหรอกนะ :P  ’   

 

 

ข้อความสั้นๆบนกระดาษสีหวาน ไม่มีคำขอบคุณหรืออะไรพิเศษ แต่น่าแปลกที่สามารถเรียกรอยยิ้มแรกของวันจากคนอ่านได้ มยองซูทิ้งตัวลงบนที่นอนอีกครั้งขยับไปตรงที่ว่างเปล่านั้นก่อนจะดึงหมอนใบใหญ่ที่เจ้าของโพสอิทนั้นใช้เมื่อคืนมากอดเอาไว้นิ่งๆ กดจมูกลงไปสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆที่ยังติดบนปลอกหมอนนั้นเข้าเต็มปอด มันเป็นกลิ่นเดียวกับคนที่เขากอดเอาไว้เมื่อคืน ...ชอบ ติดใจ อยากสูดดมจากเจ้าของตัวจริงๆ มยองซูยกยิ้มเมื่อนึกถึงคนที่หนีหายไปก่อนเขาจะตื่น

 

 

ท่าทางเมื่อคืนอีซองยอลจะร่ายเวทมนต์ใส่คิมมยองซูไว้แฮะ

 

 

หลังจากใช้เวลาตัดใจจากที่นอนนุ่มๆและหมอนหอมๆใบนั้นอยู่นาน มยองซูได้จัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยอยู่สักครู่ก่อนจะก้าวลงบันไดจากชั้นบนของคาเฟ่ลงมายังด้านล่างที่เป็นส่วนของบริการ เขาเพิ่งรู้วันนี้ว่าถึงเวลาจะล่วงเลยมาถึงเก้าโมงเช้าแล้วก็ยังไม่มีใครมาตระเตรียมร้านเพื่อเปิดบริการ ส่วนมากเขาจะฝากทุกอย่างไว้กับอูฮยอนและเข้าร้านในเวลาที่ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเท่านั้นจึงไม่รู้ว่าจริงๆแล้วร้านที่เขาเป็นเจ้าของเนี่ย...เปิดให้บริการกี่โมง ไหนๆก็คงไปเข้าเรียนคาบแรกไม่ทันและเขาก็ขี้เกียจไปวุ่นวายเรื่องเซ็นชื่อเข้าโรงเรียนสายทีหลังด้วย วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่คิมมยองซูจะได้ลองเปิดร้านต้อนรับลูกค้าเองบ้างสักที

 

 

มยองซูสวมผ้ากันเปื้อนของร้านก่อนจะลงมือจัดการเตรียมเครื่องมือสำหรับบริการเครื่องดื่ม วัตถุดิบต่างๆที่คัดสรรมาอย่างดีถูกนำมาเตรียมพร้อมไว้ในที่ทางที่สามารถหยิบนำมาให้ได้ง่าย แก้วสีขาวขุ่นร่วมทั้งช้อนคันเล็กและจานกระเบื้องสำหรับใส่เค้กและขนมหวานนั้นมยองซูก็ได้ลงมือเช็ดด้วยผ้าสะอาดทีละใบอีกครั้งก่อนนำมาใช้บริการ เขาไม่รู้ว่าอูฮยอนนั้นจะทำแบบเขาหรือเปล่า แต่มยองซูถือว่าเรื่องสุขอนามัยสำหรับผู้ที่มาใช้บริการต้องมาก่อนอันดับแรกดังนั้นจึงต้องเช็คให้ละเอียดอีกที

 

 

วนเวียนอยู่แถวเคาท์เตอร์ชงกาแฟอยู่นานจนทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มยองซูจึงได้ออกไปจัดเตรียมโต๊ะและเก้าอี้ให้เข้าทีเข้าทางและก็ต้องแปลกใจเมื่อเหลือบสายตาไปเห็นอะไรบางอย่างบนโต๊ะแรกหน้าเคาท์เตอร์ นมสดแก้วแมวเหมียวกับแซนวิชทูน่าและโพสอิทสีชมพูเจ้าเดิม 

 

 

กว่านายจะลงมาเห็นนมก็คงหายร้อนแซนวิชก็คงแข็งโป๊กไปแล้ว ไม่อร่อยก็โทษนายแล้วกันคิมมยองซู L .....

 

 

ข้อความที่อ่านแล้วก็ดูรู้ว่าคนเขียนนั้นเอาแต่ใจมากแค่ไหน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรอยู่ๆมุมปากของคนที่ได้อ่านมันก็ยกยิ้มขึ้นมาได้ซะอย่างนั้นเมื่ออ่านมาถึงข้อความสุดท้าย

 

 

 

...ขอบคุณสำหรับเมื่อคืนนะ ขอบคุณที่ดูแลและไม่ฉวยโอกาสนั้น J อย่าเสียดายล่ะ...ยังมีเวลาอีกเยอะน่ามยองซู – SY

 

 

 

“ฮึ ยังมีเวลาอีกเยอะหรอ...ร้ายกาจไม่ใช่เล่นๆเลยนะ”  มยองซูมองประโยคสุดท้ายในโพสอิทใบนั้นพร้อมกับรอยยิ้มบนมุมปาก  

 

 

มีสติครบทุกอย่างแต่แกล้งเมาและยอมให้เขาสัมผัสได้ง่ายดายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จะมีใครยั่วได้อย่างร้ายกาจเท่าอีซองยอลอีกไหมนะ   อยากจะรู้นักว่าหากเขาไม่หยุดในตอนนั้น....เขาและซองยอลจะเล่นจนถลำลึกไปถึงขั้นไหน มาคิดดูแล้ว ดีไม่ดีนั่นอาจเป็นทางที่ทำให้เขาชนะแอลโจก็ได้ น่าเสียดายแฮะ

 

 

 

 “สงสัยวันนี้หิมะคงถล่มเกาหลีแหงๆ คิมมยองซูมาเข้าร้านก่อนชาวบ้านช่วช่อง เป็นไปได้ ! ”  เสียงอุทานอย่างประหลาดใจดังลั่นร้านเรียกสติให้คนที่ถือโพสอิทสีชมพูหลุดออกจากห้วงความคิดและหันไปตามเสียงนั้น

 

 

นัมอูฮยอนผลักประตูร้านเข้ามาธรรมดาเหมือนทุกวัน แต่วันนี้มันไม่ธรรมดาอยู่นิดหน่อยเมื่อเห็นไอ้คนที่เขาพยายามโทรหาหลายสิบสายเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำลังยืนเก็กเป็นรูปปันอยู่ในร้านแต่หัววัน โทรไปก็ไม่รับกดตัดสายทิ้งแถมยังปิดเครื่องใส่แต่แสลนมาเปิดร้านเป็นคนแรกได้ยังไงเนี่ย !  ร้อยวันพันปีไม่เคยจะมี !

 

 

“นึกคึกอะไรมาเปิดร้านคนแรก ? นึกได้แล้วหรอว่าตัวเองเป็นเจ้าของร้านน่ะ แล้วฉันโทรหาเป็นสิบสายปิดเครื่องหนีทำไม ?! ” อูฮยอนเท้าเอวถามแกมเอาเรื่องนิดๆ ถึงอย่างนั้นอีกคนที่ถูกจ้องเอาเรื่องก็ยังไม่ปริปากพูดตอบอะไร

 

 

มยองซูยักไหล่เพียงเล็กน้อยอย่างไม่สนใจที่จะตอบ สายตายังมองกระดาษสีหวานในมืออ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาแล้วยกยิ้มมุมปากอยู่แบบนั้นจนคนถามแทบอยากจะถลาเข้าไปหยิกให้ตัวเขียว...เด็กกวนประสารทโทรไปไม่รับสาย ถามไปก็ไม่ตอบเอาแต่อมยิ้มอยู่ได้ วันนี้ผีตัวไหนเข้าสิงคิมมยองซูหรือยังไงกัน ? หน้าตายๆเป็นแบบนั้นยิ้มเป็น  ? และไม่มีทางที่ความสงสัยจะอยู่กับอูฮยอนได้นาน ขอรู้หน่อยเถอะว่าคิมมยองซูมันยิ้มให้กระดาษทำไมกัน

 

 

“เห ~ นี่มัน...” แววตาเป็นประกายเมื่อเห็นต้นตอของรอยยิ้มคิมมยองซู  “ SY เป็นใครกันน้า ~”

 

 

อูฮยอนลอบมองปฏิกิริยาของญาติผู้น้องแล้วอมยิ้มล้อเลียน แกล้งทำเหมือนไม่รู้ว่าอักษรย่อนั้นเป็นชื่อซองยอล ...เกิดอะไรขึ้นระหว่างสองคนนี้หรือเปล่านะ

 

 

“นิสัยเสีย” ดวงตาคมเหล่มองคนพูดเล็กน้อย ก่อนคว่ำกระดาษแผ่นนั้นไม่ให้เห็นข้อความอีกแล้วยัดมันลงในกระเป๋าเสื้อ

 

 

“ย๊าๆๆ นายกล้าว่าฉันได้ไง ก็แค่สงสัยยิ้มอะไรนักหนา บอกหน่อยสิ”

 

 

“ไม่เกี่ยวกับอูฮยอนซะหน่อย” มยองซูบอกปัดแล้วทำท่าเดินหนีไปอีกทาง เรื่องอะไรจะบอก...

 

 

ถ้านัมอูฮยอนรู้เรื่องเมื่อคืนว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับซองยอลตรงเคาท์เตอร์ที่ตัวเองกำลังเกาะอยู่ คิมมยองซูก็ไม่แน่ใจว่าหูตัวเองจะชาแค่ไหนกับคำบ่นของญาติผู้พี่ รายนั้นดูท่าจะเป็นห่วงอีซองยอลอย่างกับพี่น้องคลานตามกันมาเกิด...เขารู้ว่าอูฮยอนรู้ว่าเขากำลังทำอะไร แต่อย่างที่บอก เรื่องนี้มันจะเป็นเพียงเรื่องขำ ถ้าหากเขาและซองยอลไม่เผลอ

 

 

“นายนี่มันจริงๆเลยนะ” อูฮยอนส่ายหัวกับท่าทีของมยองซูก่อนจะถามต่อ “แล้วนี่อยู่ที่นี่ทั้งคืนเลย?”

 

 

“อืม ขี้เกียจกลับบ้าน”

 

 

“ขี้เกียจกลับหรือไม่ได้ตั้งใจจะกลับอยู่แล้วกันห้ะ?” เป็นอีกครั้งที่มยองซูส่งสายตาเหล่ญาติผู้พี่...นัมอูฮยอนรู้ทันล่ะสิ ชิ !

 

 

“กลับไปก็ไม่มีใครอยู่จะกลับไปทำไม..อูฮยอนเองก็ยังอยู่คอนโดเลย” อูฮยอนย่นจมูกเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้น

 

 

เขารู้ดีว่าทำไมมยองซูถึงเลือกออกมาอาศัยอยู่ที่ร้านกับคอนโดส่วนตัวมากกว่าจะกลับบ้าน คิมมยองซูกลัวความอ้างว้างและการอยู่คนเดียวโดยไม่มีใคร นั่นเป็นเพราะบ้านหลังใหญ่ของตระกูลคิมตอนนี้มีเพียงมยองซูคนเดียวเท่านั้นที่อาศัยอยู่ คุณพ่อของมยองซูต้องเดินทางไปทำธุรกิจต่างประเทศบ่อยๆจึงไม่ค่อยได้อยู่บ้าน มีเพียงการติดต่อกันทางโทรศัพท์บ้างเป็นครั้งคราวเพื่อถามสารทุกข์สุขดิบ ส่วนคุณแม่นั้น...คิมมยองซูไม่ได้อยู่กับท่านมาตั้งแต่วัยเด็กอยู่แล้ว

 

 

“แต่นายก็น่าจะกลับไปดูแลสมบัติของพ่อนายบ้าง นี่ฉันก็กำลังจะกลับไปอยู่บ้านเหมือนกัน”

 

 

“อยู่ๆทำไมคิดจะย้ายกลับล่ะ” มยองซูเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

 

 

พี่จูฮยอนกำลังจะบินกลับมาจากอังกฤษเร็วๆนี้ ฉันว่ากำลังจะบอกเรื่องนี้กับนายอยู่พอดีแต่นายไม่รับโทรศัพท์ฉันเพียงแค่ประโยคเดียวของอูฮยอน ดูเหมือนร่างกายของคิมมยองซูกำลังค่อยๆ ชาไปทีละนิด ความรู้สึกเก่าๆบางอย่างในอดีตกำลังไหลย้อนเข้ามาภายในจิตใจเพียงเพราะชื่อของคนๆนั้น

 

 

นัมจูฮยอนพี่สาวของนัมอูฮยอน

 

 

“อาฮะ เลยจะกลับไปอยู่บ้านสินะ...ความจริงอูฮยอนไม่จำเป็นต้องบอกฉันก็ได้” หน้ากากใบใหม่ถูกนำมาสวมใส่ปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงไม่ให้อีกคนรับรู้

 

 

แต่ก็คงไม่พ้นสายตาของนัมอูฮยอนคนนี้ บางสิ่งบางอย่างที่มยองซูเก็บมันไว้และไม่เคยบอกใคร แต่เขารู้...รู้ทุกอย่าง เขากับมยองซูเป็นญาติพี่น้องคลุกคลีอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วัยเด็ก มยองซูก็เหมือนน้องชายแท้ๆที่เขาคอยดูแลเอาใจใส่ เฝ้าสังเกตการณ์เติบโตและเปลี่ยนแปลง จึงไม่แปลกหากนัมอูฮยอนจะรับรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคิมมยองซู....รวมทั้งความรู้สึกบางอย่างภายใต้หน้ากากนั้นด้วย

 

 

 

“ไม่จำเป็น ? พูดเหมือนไม่รู้จักพี่จูฮยอนอย่างนั้น นายลืมไปหรือไงว่าบ้านของเราอยู่ติดกัน...นายคงไม่คิดจะไม่เข้าไปทักทายพี่ฉันนะ”

 

 

ฉันไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกน่าอูฮยอน แล้วพี่จูฮยอนจะกลับมาถึงเมื่อไหร่ล่ะ?

 

นัมอูฮยอนต้องยอมรับว่าคิมมยองซูเป็นคนที่เก็บความรู้สึกได้เก่งยิ่งกว่าใครๆ 

 

 

be sweet on

 

อีซองยอลกำลังเหมือนคนสติหลุด นั่นเป็นสิ่งที่จางดงอูนั่งนึกอยู่ในใจเมื่อมองเพื่อนสนิทตัวเองจรดปากกาลงสมุดแล็คเชอร์ด้วยท่าทีล่องลอย ดวงตาสดใสแต่ทว่าดูเลือนลอยคล้ายกำลังหลงอยู่ในห้วงความคิดจ้องมองไปยังไวท์บอร์ดหน้าห้อง ดูตั้งใจฟังอาจารย์สอนแต่จาดงอูว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด

 

 

“ซองยอลอา”

 

 

“อีซองยอล !”  ดงอูเพิ่มระดับเสียงกระซิบจนเจ้าของชื่อนั้นหันมาด้วยอาการเหรอหรา จะเหม่ออะไรได้ขนาดนั้นกันนะ

 

 

“เรียกฉันเหรอ?”

 

 

“แล้วนายชื่ออีซองยอลไหมล่ะ เหม่ออะไรนักหนาวะ”

 

 

“เปล่าสักหน่อย” ซองยอลย่นจมูกเล็กน้อย เขาเลี่ยงที่จะตอบคำถามนั้นแล้วหันไปจดเนื้อหาบทเรียนอย่างจริงจัง

ดงอูเลิกคิ้วสูงมองอีกคนอย่างจับผิด คำตอบกับอาการของอีซองยอลตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ให้บอกเด็กห้าขวบเด็กยังไม่เชื่อเลยเถอะ แล้วคิดว่าคนอายุยี่สิบสองอย่างจางดงอูจะเชื่อไหมล่ะ ยิ่งซองยอลทำทีท่าก้มหน้าก้มตาจดแลคเชอร์ตั้งใจเรียนอย่างที่ร้อยวันพันปีไม่เคยมีมาก่อน พอเขาได้ยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ สาบานเลยว่าสิ่งที่จางดงอูเห็นมันไม่ใช่เนื้อหาบทเรียนแน่นอน แต่มันเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษลำดับที่สิบสองถูกเขียนอยู่เต็มหน้ากระดาษไปหมด

 

 

แบบนี้ยิ่งแปลกประหลาดเข้าไปกันใหญ่

 

 

“มึงว่าซองยอลมันแปลกๆหรือเปล่าวะโฮวอน” ดงอูเอี้ยวตัวไปกระซิบถามความเห็นจากอีโฮวอนที่นั่งถัดไปหนึ่งแถว ให้ลองสังเกตดูอาการของอีซองยอล

 

 

“กูว่ามันไม่ปกติมาตั้งแต่เกิดแล้วนะ” ดงอูหรี่ตามองโฮวอนอย่างหน่ายใจที่แซะเพื่อนไม่ดูเวลาร่ำเวลา

 

 

“ถามจริงจังนะเว้ย ดูซองยอลดีๆดิ กูว่าท่าทางมันเหมือนมีอะไรในใจ ปกติมันไม่เคยเหม่อลอยแบบนี้”

 

 

“ยังไม่หายเฮิร์ทเรื่องไอ้เด็กมัธยมที่เลี้ยงต้อยไว้มั้ง”

 

 

“มันก็ผ่านมาหลายอาทิตย์แล้วนะ ยังไม่ลืมไม่ได้อีกเหรอวะ ไหนวันนั้นบอกว่าจะหาแฟนใหม่” ดงอูขมวดคิ้วพึมพำอย่างไม่เข้าใจ เขาเห็นว่าซองยอลอาการดีขึ้นกว่าวันแรกที่รู้ว่าเลิกกับเด็กมัธยมคนนั้น ก็นึกว่าคงจะมีคนมาด้ามใจ แต่ไหนกลับมามีอาการอีกแล้ววะ

 

 

“คน