lcheshirex View my profile

[ FIC ] Be sweet on.♡ 10th {♥ Myungyeol}

posted on 26 May 2013 19:26 by cheshirexx in INFINITE directory Fiction

Be sweet on.


m y u n g y e o l

 

 

 

 

 

10th

ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยประสบพบเจอคำว่าแจ็คพอตแตกเอาก็วันนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถือเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ในกรณีของซองกยูกับความพยายามครั้งที่สองของการแอบตามมาดูน้องชายสุดแสบอย่างอีซองยอล ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะมาติดต่อกันวันเว้นวันแบบนี้หรอกนะ บังเอิญทนความเร้าหรือของน้องชายจอมแสบอีกคนไม่ไหวบวกกับว่ากำลังอยากจะมาดื่มชาคลายเครียดอยู่พอดี(งานมันเครียดน่ะเข้าใจไหม)...จนได้มาเจอแจ็คพอตที่ว่านั่นล่ะ

 

 

อีซองยอลแอบมาคลุกอยู่ในร้านขนมหวานนี้จริงๆอย่างที่อีซองจงบอกและเหมือนพระเจ้าจะให้โชคชั้นที่สองกับเขามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะได้รู้ความจริงแล้วยังได้เห็นอะไรมากมายกว่านั้น ที่ซองจงแอบกระซิบว่า...นั่นล่ะสาเหตุที่อีซองยอลมาคลุกอยู่ในร้านหอมหวานนี้

 

 

โชคชั้นที่สองของซองกยูคือได้เห็นน้องชายกับแนบชิดได้ที่กับเด็กผู้ชายคนหนึ่งในร้านและบังเอิญอีกแล้วที่เขาจำได้ลางๆว่าเป็นไอ้เด็กกวนประสาทที่รับออเดอร์วันนั้น (โชคดีที่ไม่ใช่พนักงานเสริฟ์ยิ้มสวย) มันยิ่งไปกระตุกเส้นประสาทบางเส้นของเขาให้มันเต้นตุบๆจนอยากจับน้องชายตัวแสบมาลงโทษเสียตรงนั้น

 

 

ช่วยบอกเขาทีว่าสาเหตุที่ทำให้ซองยอลมีความลับ ทำลับๆล่อๆ ทั้งหมดเป็นเพราะผู้ชายนะเหรอ ! ผู้ชายหล่อร้ายคนนี้น่ะเหรอแถมกวนประสาทเสียด้วย (ขอยาดมให้ซองกยูที)

 

 

 

“กำลังจะทำอะไรกันไม่ทราบ”  ซองกยูกอดออกมองน้องชายตัวเองสลับกับไอ้คนที่กำลังจะแต๊ะอั๊งน้องชายเขาอย่างนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความไม่พอใจอยู่มาก โดยมีซองจงคอยลูบแขนให้ใจเย็นด้วยสีหน้าแหยๆ เพราะไม่คิดว่าจะได้มาเจอจังหวะนั้นพอดี...คงต้องบอกว่าเป็นความซวยของซองยอลแต่เป็นแจ็คพอตของซองกยู

 

 

“พ-พี่มาได้ยังไง ! ”

 

 

“แล้วทำไมคิดว่าพี่จะมาไม่ได้”

 

 

“ก-ก็เปล่า ไม่คิดว่าพี่จะชอบเข้าร้านแบบนี้  ม-มีใครบอกพี่เหรอ..”  แสร้งหัวเราะแห้งๆกลบเกลื่อนสถานการณ์ แล้วดันตัวมยองซูออกอย่างเนียนๆ ซึ่งอีกคนก็ยอมถอยออกแต่โดยดีพร้อมทั้งแอบหัวเราะจนเขาต้องถลึงตาใส่

 

 

ตอนนี้อีซองยอลอึ้งเสียจนบังคับเสียงให้พูดก็ยังลำบาก ไอ้ที่คิดกังวลอยู่เมื่อครู่..ทำไมพระเจ้าประทานมาให้เขารวดเร็วทันใจแบบนี้ !  แอลโจไม่ได้ขู่เล่นๆจริงๆด้วย

 

...แต่ว่ามันจะเร็วเกินไปไหม หมอนั่นเพิ่งออกจากร้านไปไม่นานเองนะ พี่ซองกยูวาร์ปมาหรือยังไง

 

“ไม่มีใครบอกทั้งนั้นล่ะ ไม่คิดว่าพี่จะรู้เองบ้างเหรอซองยอลว่านายกำลังทำเรื่องปิดบังพี่อยู่”

 

 

“อ้อ นี่พี่รู้เองเหรอ” ซองจงที่ยืนเงียบอยู่นานถึงกลับสวนขึ้นมาอย่างประชดประชัน...แหม รู้เองที่ไหนอีซองจงสืบมาให้ล้วนๆ ว่าแล้วก็ทำลอยหน้าลายตาเสียจนซองกยูต้องถลึงตาที่มีอยู่น้อยนิดใส่ไปหนึ่งทีเพื่อให้เงียบๆก่อนจะหันไปเค้นความจริงจากน้องชายอีกคนต่อ

 

 

“ว่าไง...คิดจะบอกเรื่องนี้กับพี่เมื่อไหร่ ? หรือไม่ได้คิดจะบอก”

 

 

“อ-เอ่อ ผมก็ไม่ได้ปิดบังอะไรสักหน่อย”

 

 

“อ้อหรอ แต่ไม่บอกแถมยังโกหกว่าทำรายงงานกับดงอู อย่างนี้เขาไม่ได้เรียกว่าปิดบังใช่ไหมอีซองยอล?”

 

 

คำประชดประชันของพี่ชายทำเอาซองยอลรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ท่าทีของซองกยูดูต่างจากทุกครั้ง ปกติถ้าหากรู้ว่าซองยอลทำผิดซองกยูจะบ่นออกมายืดยาวไม่ก็โวยวายตามภาษาคนขี้เป็นห่วงน้อง แต่คราวนี้มันเรียบนิ่งเสียจนซองยอลต้องหวั่นใจ แอบส่งสายตาหาน้องชายอีกคนที่อยู่ข้างพี่ชายให้ช่วยพูดอะไรหน่อย แต่ซองจงก็ทำหน้าจะร้องไห้กลับมาแทน พาซองยอลจะร้องไห้ตามไปอีกคน...พี่ซองกยูตอนเอาจริงน่ากลัวจะตายอยู่แล้ว

 

 

แต่อีซองยอลไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อยนึงนะ...ก็แค่แอบมาทำงานพิเศษโดยไม่ได้บอกความจริงเท่านั้นเอง

 

 

“ผมไม่ได้ปิดบังนะจีจี้ แต่แค่ไม่มีจังหวะบอก”  ถ้าบอกก่อนอีซองยอลก็ไม่ได้ทำพอดีสิ

 

 

รีบเปลี่ยนสรรพนามเพื่อออดอ้อนแล้วเดินเข้าไปคล้องแขนเอาหัวถูไถให้ครบสเต็ป เขารู้ว่ายังไงพี่ซองกยูก็ต้องใจอ่อนกับน้องชายน่ารักแบบเขา แต่สงสัยคราวนี้อีซองยอลจะคิดน้อยไปหน่อยว่าแค่อ้อนนิดหน่อยเหมือนทุกกครั้งจะทำให้พี่ชายยอมเหมือนเดิม ซองกยูดีดหน้าผากที่กำลังโนได้ที่ของซองยอลไปหนึ่งแล้วตีหน้าเครียดยิ่งกว่าเดิม ทำเอาคนถูกดีดถึงกับร้องออกมาเบาๆไม่กล้าแสดงท่าทางมาก

 

 

“ไม่ต้องมาเรียกแบบนี้ คิดว่าพี่จะใจอ่อนไม่ดุเราเหรอ...บอกพี่มาหน่อยสิว่าทำไมต้องทำงานพิเศษ พี่ว่าเราเคยคุยเรื่องพวกนี้แล้วไม่ใช่เหรอ หืม อีซองยอล”

 

 

ซองกยูรู้สึกไม่ชอบใจเอาเสียเลยกับการที่น้องชายแอบทำงานพิเศษ ซองยอลไม่มีความจำเป็นต้องทำงานหาเงินในเวลานี้เสียหน่อย เงินที่พ่อแม่ของพวกเขาส่งมาให้ในแต่ละเดือนพอกินพอใช้จนเหลือเก็บเสียด้วยซ้ำ เขาเองก็มีการมีงานทำเลี้ยงดูน้องได้โดยไม่ลำบากเช่นกัน เหนืออื่นใดเขาเป็นห่วงเรื่องการเรียนและความปลอดภัยของน้องชายเป็นที่สุด ต้องเจียดเวลามาทำงานแทนที่จะเอาไปอ่านตำราเรียนและที่สำคัญต้องกลับบ้านดึกๆดื่นๆเหมือนวันนั้น แถมเมื่อวานก็ไม่กลับบ้านอีก ไม่ปลอดภัยมากๆ...นี่แหละเหตุผลที่ไม่ชอบใจและไม่อยากให้ซองยอลทำงานพิเศษ

 

 

 ซองยอลลูบหน้าผากตัวเองปรอยๆ ยู่หน้าด้วยความเจ็บปิดปากเงียบไม่ยอมตอบ เอาแต่ส่งสายตาชำเหลืองไปทางไอ้เด็กกวนประสาทนามว่าคิมมยองซูเป็นระยะๆ จนซองกยูรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว...ส่งสายตาหากันแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง อีซองยอลมีซัมติงค์กับไอ้เด็กนั่นจริงๆน่ะเหรอ

 

 

“บอกออกมาซองยอล คงไม่ใช่เพราะไอ้เด็กผู้ชายคนนี้ใช่ไหม ! ” ซองกยูขึ้นเสียงดังแล้วชี้ไปทางคนที่ยืนดุ้นกระพุ้งแก้มมองอย่างกวนประสาท มยองซูชี้นิ้วเข้าหาตัวเหมือนถามว่าเขาเหรอเหมือนตกใจแต่ไม่ได้เป็นแบบนั้น มันออกแนวปั่นประสาทเสียด้วยซ้ำเมื่อมองหน้ากวนๆนั่น

 

 

เรื่องนี้ก็เป็นอีกประเด็นที่ซองกยูไม่ชอบใจที่ซองยอลต้องมาทำงานพิเศษเพียงเพราะผู้ชายคนนี้คนเดียว ซองจงบอกออกมาว่าซองยอลกำลังจีบผู้ชายคนนึงอยู่หลังจากที่เลียบๆเคียงๆถามในวันนั้น เขาเพิ่งบอกเตือนน้องชายไปเรื่องความรักว่ายังไม่ถึงเวลาไม่ต้องมีให้มันปวดหัว เดี๋ยวจะเป็นแบบครั้งเก่า แต่นี่อะไร...อีซองยอลไม่เชื่อคำเตือนเขาเลยใช่ไหม

 

 

ซองยอลแม้มปากแน่นด้วยใบหน้าซีดเผือดเมื่อซองกยูพูดเหมือนกับว่ารู้ความจริงของซองยอลแล้วทั้งหมด ความจริงที่เขาตั้งมั่นไว้ว่าจะไม่มีทางบอกหรือหลุดให้พี่ชายเขาได้รับรู้เป็นอันขาดจนกว่าจะทำมันสำเร็จหรือเลิกทำไปเอง แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว สายตาซองกยูบ่งบอกว่ารู้ทุกอย่างจริงๆในแบบที่ว่าต่อให้ซองยอลพูดแถแค่ไหนพี่ชายเขาก็ไม่มีทางเชื่อ...ใครมันเป็นคนบอกพี่ซองกยูวะ !

 

 

 “มันเป็นเรื่องจริงใช่ไหมซองยอล ที่นายมาขลุกที่ร้านนี้ทั้งวันเพราะไอ้เด็กคนนี้น่ะ นายไม่เข็ดใช่ไหมบอกพี่มาสิ นายอยากร้องไห้เหมือนวันนั้นเหรอ ทำไมไม่ฟังที่พี่เตือนบ้าง”

 

 

ยิ่งเห็นน้องชายเงียบไม่เปิดปากโต้เถียงหรือพูดปฏิเสธเหมือนทุกครั้งก็ยิ่งแน่ชัด มันทำให้ซองกยูรู้สึกไม่พอใจที่น้องชายไม่เคยเชื่อฟังเขาเลยสักนิด ไม่รับรู้ถึงความเป็นห่วงที่เขามีให้ถึงชอบทำอะไรนอกกรอบอยู่ตลอดเวลา ซองกยูจึงเปิดบทเทศนาชุดใหญ่ใส่น้องชายตัวแสบที่ยืนทำหน้าสำนึกผิดเป็นเวลานานหลายนาที จนลูกค้าในร้านต่างพากันมองอย่างสนอกสนใจอีกรอบ

 

 

นัมอูฮยอนที่กำลังง่วนอยู่กับการรับออเดอร์ถึงกลับต้องขอโทษขอโพยลูกค้าเสียยกใหญ่ก่อนจะเดินเข้ามาในวงเพื่อหยุดติสถานการณ์อันน่าปวดหัว...วันนี้มันวันอะไรวะ !  ทำไมร้านดูวุ่นวายแบบนี้  อูฮยอนผลักแอลที่ยืนทำหน้าตากวนประสาทโดยไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นออกไปจากวงด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับพี่ของซองยอลที่กำลังบ่นเสียงดังจนประสาทหูจะพังแทน ดวงตากลมใสเบิกกว้างอย่างตกใจเล็กน้อยที่พี่ชายซองยอลเป็นคนเดียวกับลูกค้าที่เขาแกล้งหยอดไปวันก่อน...บังเอิญเกินไปหรือเปล่าเนี่ย

 

 

“คุณหยุดเถอะครับ ลูกค้าในร้านผมตกใจกันใหญ่แล้ว” ซองกยูเตรียมเปิดปากโวยคนที่เข้ามาขัดจังหวะการเทศนาสั่งสอนน้องชาย แต่ก็ต้องนิ่งค้างเมื่อคนที่เข้ามาขัดนั้นเป็นพนักงานยิ้มสวยเมื่อวันก่อน วันนี้อูฮยอนไม่ได้มีรอยยิ้มให้เหมือนทุกครั้งแต่เป็นสีหน้าหนักใจแทน ซองกยูกระพริบตาเรียกสติก่อนจะพูดออกไปว่า

 

 

“ผมขอโทษที่ทำเสียงดัง แต่ร้านของคุณมันทำให้ผมต้องตักเตือนน้องชายแบบนี้ไง เพราะฉะนั้นผมจะไม่หยุดจนกว่าเขาจะยอมเลิกทำงานนี้”

 

 

กลั้นใจพูดออกไปแบบไร้มารยาททั้งๆที่ในใจนั้นกำลังทำตัวขัดแย้งกันสุดขีด ใจหนึ่งอยากจะตบปากให้พังที่พูดแบบนั้นแต่อีกใจก็มีทิฐิกับร้านนี้ก็คิดว่าไม่เห็นผิดที่พูดไป ฝ่ายคนฟังเมื่อได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกไม่พอใจเล็กๆแต่ก็เข้าใจในความรู้สึกของซองกยูดีจึงไม่ตอบโต้ แต่ถ้าปล่อยให้อีกคนบ่นเสียงดังไม่เกรงใจลูกค้าคนอื่นแบบนี้ก็ไม่ไหวอยู่ดี

 

 

อูฮยอนถอนหายใจเฮือกใหญ่ส่ายหน้าให้กับความวุ่นวาย หันไปมองไอ้ลูกพี่ลูกน้องตัวแสบเป็นเชิงว่าให้จัดการกับน้องชายไป ส่วนพี่ชายนัมอูฮยอนจัดการเอง เขาตัดสินใจดึงมือคนขี้บ่นให้ตามออกไปนอกร้านโดยไม่ฟังเสียงปฏิเสธใดๆจากอีกคนทั้งสิ้น

 

 

ด้านนอกคงจะเคลียร์อะไรกันบางอย่างกับเหตุการณ์อันน่าปวดหัว ส่วนด้านในก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่..มั้ง หลังจากที่ซองกยูถูกลากออกไป ซองจงก็รีบถลาเข้ามาเกาะแขนพี่ชายตัวแสบที่ยืนทำหน้าเซ็งโลกและเปิดประเด็นที่ตัวเองอยากรู้ทันที

 

 

“คนนี้เหรอพี่ ที่บอกว่าเป็นเป้าหมายน่ะ..หน้าเหมือนคนที่จูบพี่ในผับวันนั้นเลยแฮะ” ซองจงกระซิบถามซองยอลพร้อมทั้งแอบชำเลืองมองคิมมยองซูด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น ซองยอลเองได้แต่เหล่มองอย่างละเหี่ยใจ

 

 

“ไม่ต้องถามเลย นายใช่ไหมที่บอกพี่ซองกยูว่าฉันอยู่ร้านนี้น่ะ ฉันไม่น่าหลุดปากเรื่องอะไรกับนายเลยให้ตายเถอะ” พูดอย่างหัวเสียแต่ไม่ได้ตะคอกใส่ ออกแนวบ่นเสียมากกว่า...เรื่องนี้อีซองจงเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งเลยล่ะ

 

 

“โห้ย พี่คิดว่าฉันจะหักพี่เหรอ”

 

 

“ฉันรู้ว่านายพร้อมตลอดเวลา” ซองยอลกรอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่ายในนิสัยของน้องชายตัวแสบ

 

 

“เออ..นั่นแหละ คิดถูกแล้ว”

 

 

นั่นไง ! ซองยอลแทบจะหยิกแขนของน้องชายให้เขียวทันทีที่อีกคนสารภาพออกมา ซองจงรีบกอดแขนซองยอลไว้แน่นแล้วแกล้งตีหน้าจะร้องไห้อย่างสำนึกผิด

 

 

“ผมโดนบังคับต่างหากนะพี่ซองยอล ความจริงไม่ได้อยากหักหลังตามที่สัญญาไว้เลยจริงๆน้า”

 

 

“พอเลยๆ ช่างมันเถอะ ยังไงพี่ซองกยูก็ต้องรู้สักวัน” เอ่ยออกมาอย่างปลงๆ เขาไม่เคยปิดบังพี่ชายได้นานจึงได้แต่ทำใจและเตรียมรับการบ่นอันแสนยืดยาวต่อที่บ้าน ซองยอลถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่...มีเรื่องให้หนักใจทั้งวันเลยแฮะวันนี้

 

 

“กลัวจะโดนบังคับให้ลาออกเหรอ” อยู่ๆคนที่ยืนทำหน้ากวนประสาทเฉยๆก็ถามขึ้นมาพร้อมทั้งทำเนียนขยับเข้ามายืนใกล้ๆ ซองจงรีบสะกิดแขนอย่างล้อเลียน...ไอ้เด็กบ้านี่

 

 

“ไม่กลัว...เพราะคงต้องโดนแบบนั้นอยู่แล้ว”

 

 

“หว้า ไม่เสียดายเหรอ ไม่ได้อยู่ใกล้ฉันนะ”

 

 

“หุบปากไปเลยคิมมยองซู ไม่ต้องมากวนประสาท” ซองยอลกรอกสายตาไปมา ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์ตอบโต้เกมส์หยอดของอีกคนได้หรอกนะ โดนพี่ซองกยูบ่นเสียจนสมองเออเร่อ

 

 

“พี่นายขี้หวงใช่ย่อยนะ”

 

 

“ไม่ใช่ขี้หวงอย่างเดียวนะครับ ขี้หวง ขี้ห่วง ขี้บ่น สารพัดขี้เลยล่ะ” ซองจงรีบรวมวงนินทราซองกยูทันทีที่มีคนเปิด นานทีจะได้แซะพี่ชายออกอากาศ มยองซูหัวเราะออกมาอย่างขบขันหันมองคนข้างๆแต่อีกคนไม่ขำด้วย ยังคงกลุ้มใจเรื่องที่พี่ชายรู้ความจริง...ถ้าพี่ซองกยูรู้เพิ่มว่าที่ทำแบบนี้เพราะแอลโจด้วยล่ะก็ อีซองยอลคงไม่ได้ตายดี

 

 

หูแฉะตายแหงเลย

 

 

“ไม่ต้องกังวลหรอกอูฮยอนมีความสามารถมากพอและฉันก็ไม่มีทางให้นายออกแน่...” ซองยอลหลุดจากห้วงความคิดแล้วค่อยๆหันไปมองคนพูดอย่างต้องการหาความหมายในประโยคนั้น

 

“ฉันอยากยังอยากให้นายอยู่ใกล้ๆฉันแบบนี้ซองยอล”

 

หัวใจบ้า...กำลังจะบอกความจริงอะไรหรือไง ทำไมถึงเต้นเร็วแบบนี้

 

.

.

.

 

“นี่คุณลากผมออกมาทำไม ผมกำลังสอนน้องผมอยู่”

 

 

“สอนน้องก็ควรกลับไปสอนที่บ้าน คุณรู้ไหมว่ากำลังทำให้ร้านผมเสียลูกค้า คุณเองก็โตพอจะรู้เรื่องมารยาทว่าไม่ควร”

 

 

ท่าทางเอาเรื่องจากคนตัวเล็กๆตรงหน้าทำให้ซองกยูกลืนก้อนสะอึกลงคอ อารมณ์โกรธโมโหน้องชายเลือนรางลงเพราะคำพูดเตือนสติ ต้องยอมรับว่าเขาเองก็หน้ามืดจนลืมนึกถึงมารยาททางสังคมว่าไม่ควรสร้างความรำคาญในที่สาธารณะ แต่ใครมันจะระงับปากตอนนั้นได้ล่ะ ยิ่งเรื่องของน้องชาย...ซองกยูไม่เคยห้ามปากตัวเองในการสั่งสอนได้สักที

 

 

“เอาเป็นว่าผมขอโทษแล้วกัน แต่คุณช่วยเซ็นใบลาออกให้ซองยอลด้วย” ซองกยูโค้งให้เล็กน้อยและพูดขึ้นอย่างเรียบนิ่งโดยไม่มองอีกคน

 

 

“ผมคงจะเซ็นใบอะไรให้คุณไม่ได้หรอก ผมไม่ใช่เจ้าของร้าน”

 

 

“แต่ป้ายชื่อคุณบอกตำแหน่งว่าเป็นผู้จัดการร้าน” เขาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจและชี้ไปยังป้ายเล็กๆที่ติดอยู่บนหน้าอก อูฮยอนถอนหายใจออกมาก่อนจะถามขึ้นว่า

 

 

“ทำงานร้านผมมันไม่ดียังไงเหรอครับ ทำไมถึงต้องให้ซองยอลออก”

 

 

“ก-ก็...ไม่ได้ไม่ดีอะไรหรอก แต่มันยังไม่ถึงเวลา ซองยอลควรโฟกัสเรื่องการเรียน”

 

 

“เอาความจริงครับ”

 

 

“ผมไม่พอใจที่เด็กคนนั้นใกล้ชิดซองยอลเกินไป ผมแค่ห่วงน้องชาย ซองยอลเป็นคนไม่ทันคน คุณคงไม่รู้ใช่ไหม” ตอบความจริงออกไปไม่ค่อยเต็มเสียงเท่าไหร่ สายอ่อนแรงเหมือนตัดพ้อของคนตัวบางที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งที่สองมันทำให้ซองกยูเกิดอาการอย่างที่เห็น

 

 

ร้านของนัมอูฮ