lcheshirex View my profile

[ FIC ] Be sweet on.♡ 13th {♥ Myungyeol}

posted on 03 Jul 2013 21:36 by cheshirexx in INFINITE directory Fiction

 

 

be sweet on. 

myungyeol

 

 

 


 

13th


 

 

 

 

 

 

 

อีซองยอลคิดว่าการที่ถอยออกมาอยู่ในที่ของตัวเองจะทำให้เขาห่างไกลจากสิ่งที่ทำให้หัวใจต้องเจ็บปวด ถ้าเกิดพระเจ้าไม่กลั่นแกล้งเขาจนเกินไปทุกอย่างมันควรจะเป็นแบบนั้น

 

            “แย่วะ ฝนตั้งเคล้ามาอีกแหละ” ดงอูนิ่วหน้ามองท้องฟ้ามืดครึมภายนอกหน้าต่างขณะกำลังเร่งมือสรุปข้อมูลรายงานที่จะต้องส่งก่อนสุดสัปดาห์นี้

 

 

            “อย่างนี้จะถึงบ้านไหมวะเนี่ย ไม่ได้เอารถมาด้วยดิ”

 

 

            “อ้าว ! แล้วฉันจะกลับยังไงล่ะ อุส่ามาหวังพึ่งใบบุญนายเลยนะอีโฮวอน” พูดพร้อมกับฟาดมือลงบนต้นแขนแน่นๆของอีกฝ่าย...คนเขาอุส่าหวังพึ่ง ทำไมอีโฮวอนถึงทำแบบนี้ล่ะวะ

 

 

            “ย๊า ! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันเนี่ย !”

 

 

“ทำไมจะไม่เกี่ยว มันเกี่ยวกับนายเต็มๆ เพราะทั้งกลุ่มนายมีรถอยู่คนเดียว”

 

 

“ไม่เกี่ยวสักนิด ! ”

 

 

“เกี่ยว ! ห้ามพูด ห้ามเถียง ทำงานของนายต่อไปซะ” ชี้หน้าเหมือนออกคำสั่งจนอีกคนไม่สามารถเปิดปากต่อล้อต่อเถียงได้ โฮวอนแยกเขี้ยวใส่จางดงอูที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อตัวเองไม่สามารถทำอะไรดงอูได้ ก่อนจะรีบปั่นรายงานในส่วนของตัวเองต่อ

 

 

“แล้วนายจะกลับยังไงซองยอล ต้องไปทำงานพิเศษหรือเปล่า ไอ้โฮวอนไม่ได้เอารถมาด้วยวันนี้”

 

 

ดงอูหันมาถามซองยอลที่ก้มหน้าก้มตาสรุปข้อมูลส่วนของตัวเอง พอได้ฟังคำถามของเพื่อนสนิทก็ถึงกับสะอึกและชะงักไปเล็กน้อย ซองยอลดันแว่นสายตาที่ตกลงมาอยู่ตรงปลายจมูกขึ้นก่อนจะเงยหน้าตอบคำถามจางดงอู

 

 

“ไม่ต้องไปแล้วล่ะ ฉันเลิกทำงานนั้นแล้ว ส่วนเรื่องกลับยังไง..ไม่รู้สิ ยังไม่ได้คิด” พยายามตอบออกไปไม่ให้แสดงอาการความรู้สึกข้างในมากที่สุด แต่ก็รู้ว่าคงไม่รอดพ้นสายตาของจางดงอูที่จ้องมองอย่างสงสัย

 

 

ต้องยอมรับว่ามันยากอยู่พอควรที่ต้องทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำเป็นไม่นึกถึงเรื่องที่เขายังเจ็บปวดจนถึงตอนนี้...การตัดใจไม่ใช่เรื่องง่าย  หนึ่งอาทิตย์กว่าๆที่ถอยห่างออกจากคิมมยองซู มันทำให้รู้ว่าหัวใจของเขาอ่อนแอมากกว่าเมื่อก่อนนัก แม้ว่าร่างกายจะถอยออกมาแต่ไม่รู้ทำไม หัวใจของเขาถึงไม่ยอมถอยออกมาเสียที มันถึงได้ยังเจ็บปวดอยู่แบบนี้…อีซองยอลควรทำเช่นไร

 

 

“โอ้ย ไม่ต้องคิดแล้วมั้งอีซองยอล ยังไงก็มีคนมารอรับหน้าคณะอยู่แล้วหน่า” โฮวอนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกล้อใส่คนที่นั่งยิ้มแห้งๆอยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนที่จะโดนฝ่ามือจางดงอูประทับลงไปอีกรอบจนต้องร้องซี้ดด้วยความเจ็บปวด

 

 

“รีบทำงานของนายให้เสร็จไปเถอะ ก่อนจะมานั่งแซวคนอื่นน่ะ” หลังจากนั้นก็เกิดการปะทะคารมกันต่ออีกยกระหว่างดงอูและโฮวอน ซองยอลได้แต่ส่ายหัวมองอย่างขบขัน ก็คงมีแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้นที่เขาจะสามารถลืมเรื่องบางเรื่องที่คิดฟุ้งซ่านลงไปได้

 

 

กว่าพวกเขาทั้งสามคนจะสรุปข้อมูลรายงานทั้งหมดจนเสร็จสมบรูณ์ เข็มสั้นของนาฬิกาก็ล่วงเลยเลขหกมานิดหน่อย ทันฝนที่ยังไม่ตกลงมาให้เป็นอุปสรรคในการกลับบ้านและทันเวลาที่บรรณารักษ์ได้มาเชิญกลุ่มนักศึกษาที่ยังคงหลงเหลืออยู่ไม่มากออกจากห้องสมุด เขาช่วยดงอูและโฮย่าเก็บข้าวของอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเดินลงลงไปหน้าคณะพร้อมกัน

 

 

“พนันได้เลยว่าหมอนั่นยังนั่งรอนายอยู่ที่เดิม”

 

 

โฮวอนที่แทบวิ่งลงบันไดอย่างเร่งรีบเพื่อจะได้กลับบ้านก่อนที่ฝนจะตก ไม่วายหันกลับมาพูดแซวต่อจากในห้องสมุดด้วยใบหน้าทะเล้นจนดงอูถึงกลับหมั่นไส้พึมพำสาปแช่งออกมาเบาๆว่า ‘ขอให้สะดุดบันไดหัวทิ่ม’ ส่วนคนถูกล้ออย่างซองยอลได้แต่ถอนหายใจเมื่อนึกถึง ‘หมอนั่น’ ของอีโฮวอน

 

 

“คนอย่างหมอนั่นน่ะนะจะยอมเสี่ยงเปียกฝนรอซองยอล” ดงอูพูดพร้อมกับเบ้ปากใส่อย่างไม่เชื่ออีโฮวอน

 

 

“พนันไหมล่ะ ถ้าหมอนั่นยังอยู่นายต้องให้ฉันหมื่นวอน” กลายเป็นเรื่องพนันไปเสียอย่างนั้น โฮวอนเร่งฝีเท้าไปยังหน้าคณะก่อนใครเพื่อน เหลียวซ้ายเหลียวขวาก่อนจะหันมายกยิ้มเหมือนผู้ชนะ เสร็จแล้วก็วิ่งกลับมาพร้อมกับแบมือไปทางจางดงอู

 

 

“จ่ายฉันมาซะ ! หมอนั่นยังอยู่ นั่งที่เดิมมุมเดิม เดี๋ยวก็ต้องเดินเข้ามาถ้าเห็นพวกเรา”

 

 

ดงอูฟาดมือลงไปแทนที่จะเป็นแบงค์หมื่นวอนแล้วชี้หน้าบอกกลายๆว่าให้หยุดพูด เล่นเอาโฮวอนนิ่วหน้าสงบปากสงบคำสะบัดมือคลายความเจ็บอยู่เงียบๆ ดงอูขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองทางเพื่อนสนิทอีกคนอย่างนึกเป็นห่วง แต่ก็ต้องแปลกใจเพราะซองยอลไม่มีท่าทางกังวลหรือหนักใจอะไรแม้แต่น้อย เกือบจะเอ่ยปากถามแต่ว่าต้องหยุดชะงักไว้เพราะเสียงใครบางคนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับปรากฏตัวเสียก่อน

 

 

“ทำรายงานเสร็จไหมซองยอล” ดงอูขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจเท่าไหร่ เมื่อ ‘หมอนั่น’ ที่พูดถึงกำลังเดินเข้ามาพร้อมกับเอื้อมมือมาดึงหนังสือเรียนต่างๆของซองยอลไปถือไว้กับตัว ซึ่งเพื่อนของเขาก็ยอมปล่อยให้ไปง่ายๆเสียด้วยสิ

 

 

ซองยอลพยักหน้าตอบ ‘หมอนั่น’ กลับไปเล็กน้อยก่อนจะหันมามองและยิ้มบางๆให้เขาเหมือนจะบอกว่าไม่ต้องกังวลราวกลับล่วงรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนที่จะเอ่ยลาเขาทั้งสองแล้วเดินออกไปพร้อมกับคนที่มารอ เหลือทิ้งคำถามมากมายและความเป็นห่วงให้ดงอูขบคิดเล่น ถึงซองยอลจะบอกว่าไม่เป็นไรก็เถอะ แต่จะไม่ให้จางดงอูเป็นห่วงได้ยังไง เมื่อมานึกถึงเรื่องที่ซองยอลเคยปรึกษาเขาเมื่อคราวนั้น ‘หมอนั่น’ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อีซองยอลสับสนหัวใจอยู่ไม่ใช่เหรอ ? หรือว่าเพื่อนของเขาเลือกได้กันแล้วนะ

 

 

“กังวลมากไปก็ปวดหัวเปล่าๆหน่า ซองยอลบอกว่าไม่ต้องห่วงก็ต้องเชื่อสิ” โฮวอนพูดขึ้นก่อนจะเดินตามซองยอลออกไปอีกคน คนฟังได้แต่ขมวดคิ้วแน่น

 

 

หรือจางดงอูควรเชื่ออีซองยอลสักครั้งตามที่อีโฮวอนบอกกันนะ

.

.

.

“เย็นนี้เราไปที่ที่หนึ่งก่อนกลับบ้านกันนะซองยอล”

 

 

“ไม่ดีกว่า ฝนจะตกแล้ว”

 

 

“เถอะน่า แค่แป๊ปเดียว” ถึงจะหาข้ออ้างสารพัดยังไงท้ายสุดแล้วเขาก็ถูกลากมายังสถานที่ที่หนึ่งจนได้ ซองยอลได้แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามดั่งใจต้องการของอีกคน

 

 

เป็นแบบนี้มาได้สักระยะหนึ่งแล้วที่คำปฏิเสธของอีซองยอลไม่มีผลกับคนดื้อดึงอย่างแอลโจ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องใดก็ตาม หลังจากที่เขาลาออกจากบีสวีทออนแอลโจก็มาคอยตามไปรับมาส่งเขาแทบจะทุกวัน คอยตามตื้อขอให้เขากลับไปคบกันเหมือนเมื่อก่อน แต่วิธีการเข้าหานั้นไม่ได้แสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขาเหมือนตอนแรกๆ ซึ่งทำให้อีซองยอลรู้สึกหนักใจน้อยลงและมองแอลโจในแง่ดีมากขึ้น

 

 

“คิดถึงที่นี่ชะมัด นายจำยังได้ใช่ไหมซองยอล” แอลโจหันมาพูดพร้อมส่งรอยยิ้มมาให้ซองยอลที่กำลังมองไปยังบริเวณรอบๆ ก่อนที่จะคว้าข้อมือเรียวให้เดินตามเข้าไปข้างใน

 

 

เสียงเอะอะอย่างเมามันส์ของเด็กวัยรุ่นทั้งมัธยมและมหาลัยดังโดยรอบบริเวณที่ซองยอลได้ก้าวตามแอลโจเข้ามา ตู้เกมส์ต่างๆถูกจับจองโดยกลุ่มเด็กผู้ชายบ้างผู้หญิงบ้างตามชนิดของเครื่องเล่น หลากหลายความทรงจำที่ผ่านมานานพอสมควรได้ผุดขึ้นภายในหัวสมองอีซองยอลอีกครั้ง สถานที่ที่เขาได้พบแอลโจครั้งแรกและเป็นที่ที่แอลโจมักจะชอบพาเขามาบ่อยๆในช่วงเวลาที่ยังคบกัน แหล่งที่รวบรวมวัยรุ่นหลังเวลาเลิกเรียนไว้มากที่สุด..ที่แห่งนี้คือเกมส์เซ็นเตอร์

 

 

ซองยอลหันไปมองคนข้างกายอย่างแปลกใจว่ายังจำได้อยู่หรือว่าได้เจอกันครั้งแรกที่ไหน เพราะเขาคิดว่าแอลโจน่าจะลืมไปแล้วเสียด้วยซ้ำ นิสัยที่ไม่เคยใส่ใจต่อสิ่งรอบข้าง ไม่เคยจดจำเรื่องเล็กๆน้อยๆหรือให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นมากไปกว่าตัวเองอย่างแอลโจน่ะเหรอจะจำได้

 

 

“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก ก็แค่อยากมาที่นี่กับนายอีกครั้ง” แอลโจพูดขึ้นพร้อมส่งรอยยิ้มมาให้ก่อนจะเดินแยกไปทางตู้แลกเหรียญในมุมหนึ่งของโซนนี้

 

 

ซองยอลถอนหายใจออกมาเล็กน้อยมองไปรอบๆบริเวณอย่างไร้จุดหมาย เมื่อก่อนที่มากับแอลโจบ่อยๆเขาก็ถูกปล่อยให้เดินเคว้งแบบนี้นั่นแหละ เพราะอีกคนจะสนใจกับตู้เกมส์พวกนั้นมากกว่าเขาเป็นไหนๆ สิ่งอื่นมักสำคัญกว่าเขาเสมอ จนถึงตอนนี้ซองยอลคิดว่าแอลโจก็ยังคงเป็นแบบนั้น ไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าพาเขามาที่นี่ต้องการอะไร มาฟื้นความจำเขาหรือยังไงกัน ซึ่งบอกตรงๆว่าอีซองยอลไม่ต้องการ ที่เขายอมมาที่แห่งนี้ก็เพราะเหนื่อยกับการตื้อของแอลโจและเหนื่อยที่ต้องปฏิเสธให้เปลืองน้ำลายไปเปล่าๆ เมื่อยังไงก็ไม่ได้ผล

 

 

ตู้เกมส์หลายสิบแห่งถูกจับจองจนเต็มพื้นที่ไม่เหลือให้เขาได้ใช้บริการแม้แต่เครื่องเดียว ไม้เว้นแม้แต่ตู้คีบตุ๊กตาที่ตั้งไว้ใกล้ๆกัน เขาเห็นเด็กมัธยมคนหนึ่งกำลังขะมักเขม้นกับการคีบตุ๊กตาให้คนรักที่ยืนเชียร์อยู่ข้างๆ มันทำให้อดนึกถึงอดีตไม่ได้ ตุ๊กตาน่ารักเหล่านั้นเขาก็เคยขอให้แอลโจคีบให้เมื่อตอนที่ยังคบกัน แต่แอลโจไม่เคยคีบมันได้เลยสักครั้ง เขาจ้องมองคู่รักคู่นั้นอยู่นานจนเด็กผู้ชายสามารถคีบเจ้าตุ๊กตาเป็ดสีเหลืองตัวเล็กขึ้นมาได้แล้วยื่นมันให้กับคนรัก…อีซองยอลก็อยากได้เหมือนกันแฮะ คงทำได้แค่คิดเพราะคงไม่มีใครคีบให้เขาหรอก จะให้เขาคีบเองก็คงไม่ไหว เดินไปซื้อเองน่าจะง่ายกว่า

 

 

ซองยอลละสายตาจากคู่รักคู่นั้นและเดินต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึงมุมหนึ่งที่เป็นโซนของเกมส์ขับรถ ซึ่งเขาจำได้ว่าเคยอยากเล่นมานานแล้วและประจวบเหมาะกับที่เด็กวัยรุ่นคนก่อนหน้าได้ลุกออกไป ซองยอลจึงได้โอกาสเข้าไปเล่นแทน เครื่องที่ซองยอลได้เล่นนั้นเป็นเกมส์ขับมอเตอร์ไซค์ มีทั้งแฮนด์บิดและตัวมอเตอร์ไซค์ที่จำลองขึ้นอย่างสมจริง เขาขึ้นไปนั่งคร่อมบนเบาะนั้นแล้วมองไปยังหน้าจอขนาดใหญ่อยู่นานโดยไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหนถึงจะเล่นไอ้เกมส์ขับรถนี้ได้

 

 

“หนีมาอยู่นี่เอง” เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆจนซองยอลต้องหันกลับไปมองด้วยความตกใจ แอลโจชะโงกหน้าจากทางด้านหลังเพื่อมองหน้าจอที่เขาจับจ้องอยู่เมื่อครู่ก่อนจะถามต่อว่า "จะเล่นไอ้เจ้านี่หรอ"

 

 

“อื้อ”

 

 

“ฉันจำได้ว่านายเคยอยากเล่น แต่เล่นไม่เป็นใช่ไหม” เป็นอีกครั้งที่ซองยอลรู้สึกแปลกที่แอลโจจดจำเรื่องที่ผ่านมานานแบบนั้นได้ ซองยอลพยักหน้ารับเบาๆก่อนที่ตัวของเขาจถูกดันให้เขยิบขึ้นไปอีกนิดพร้อมกับร่างของแอลโจที่สอดตัวขึ้นมานั่งซ้อนหลังเขาแทนที่

 

 

“จะทำอะไรน่ะ” ตกใจอยู่ไม่น้อยพยายามจะดันตัวออกจากการเกาะกุมนี้ แต่ทว่าไม่สำเร็จ แอลโจเอื้อมมือไปจับแฮนด์บิดทั้งสองข้างเป็นการกักตัวเขาไว้ไม่ให้ลุกหนี

 

 

“เดี๋ยวฉันสอนให้เอง” ซองยอลเหลียวมองด้านหลังอย่างลังเลใจก่อนจะยอมนั่งนิ่งๆอยู่ในอ้อมแขนของอีกคน อีซองยอลเหนื่อยจะสู้รบปรบมือกับทุกสิ่งทุกอย่างเพราะเขารู้ไม่ว่ายังไงแอลโจก็คงดึงดันจะสอนตามที่พูดนั่นแหละ

 

 

เหรียญเล็กๆถูกหยอดลงไปเพียงช่วงเวลาสั้นเครื่องเล่นก็เริ่มทำงานตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ ซองยอลมองไปยังหน้าจอขนาดใหญ่อย่างตื่นเต้น เส้นทางสามมิติด้านหน้าทำให้ความสนใจของเขาถูกดึงเข้าไปในเกมส์ทันทีจนไม่สนใจคนด้านหลังที่กำลังค่อยๆขยับตัวแนบชิด วางใบหน้าลงบนไหล่บางโดยที่ซองยอลก็ไม่รู้ตัว รอยยิ้มร้ายกาจค่อยๆฉายขึ้นบนมุมปากก่อนจะเหลือบสายตาอย่างท้าทายไปยังมุมๆหนึ่งของโซนเครื่องเล่นนี้

 

 

แอลโจยังไงก็ยังเป็นแอลโจอยู่วันยันค่ำ...ที่ทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ...เพื่อตัวเอง ทุกอย่างถูกวางไว้ตรงตามแผนทุกอย่างของเขา การที่ได้ก้าวนำคู่แข่งมันรู้สึกดีอย่างนี้นี่เอง หลังจากที่เขาได้รับข่าวดีว่าซองยอลเลิกทำงานที่ร้านบีสวีทออนแล้วและดูเหมือนว่าแต้มของแอลจะลดฮวบลงไปโดยที่เขาไม่ต้องออกแรงทำอะไรมากมายเลยด้วยซ้ำ เขาจึงรีบดำเนินแผนใหม่ของตัวเองต่ออย่างไม่รีรอ ต้องขอบคุณความพลาดพลั้งของแอลที่เป็นตัวแปรทำให้เขาก้าวขึ้นนำได้อย่างสวยงามแบบนี้

 

 

“สนุกไหมซองยอลอา” แอลโจเอ่ยถามคนด้านหน้าที่กำลังสนุกกับเกมส์จนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ทำให้เขาสามารถฉวยโอกาสแนบชิดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ซองยอลเหลียวหลังมาแทบจะชนกับใบหน้าของเขาโดยไม่ทันระวังก่อนจะรีบพยักหน้าตอบอย่างร่าเริงพร้อมรอยยิ้มน่ารักที่ใครเห็นเป็นต้องหลงใหล ตอนนี้มีเพียงแอลโจเท่านั้นที่ได้เห็นรอยยิ้มสวยๆอย่างใกล้ชิด

 

 

ดูเอาไว้นะแอล

 

 

“ที่ฉันพามาที่นี่ก็เพราะอยากให้นายรู้ว่า ฉันไม่เคยลืมเรื่องของเรานะซองยอลและฉันอยากให้มัน...กลับมาเป็นเหมือนเดิม” น้ำเสียงอ่อนนุ่มกระซิบใกล้ใบหูพร้อมกับมือที่ละจากแฮนด์บิดมากอดไว้ที่เอวบาง

 

 

กว่าซองยอลจะรู้ตัวว่ากำลังให้แอลโจใกล้ชิดจนมากเกินกว่าที่ตั้งไว้ก็ตอนที่ได้ยินประโยคขอคืนดีนั้นของคนด้านหลัง มันเรียกสติซองยอลให้กลับมาสู่ปัจจุบัน นานนับสิบนาทีที่เขายอมนั่งอยู่ในอ้อมกอดของอีกคน เจ้าตัวนึกอยากเขกหัวตัวเองที่เผลอสนุกจนลืมตัวแบบนี้ ซองยอลนิ่งไปสักพักก่อนจะพูดขึ้นว่า

 

 

“ฉันจะกลับบ้าน” เขาเลี่ยงที่จะตอบอะไรกลับไปในสถานการณ์น่าอึดอัดนี้

 

 

เขาดันตัวแอลโจให้ออกห่างก่อนจะรีบลุกขึ้นคว้ากระเป๋าและหนังสือเดินนำออกจากเกมส์เซ็นเตอร์ไป แต่ไม่พ้นแอลโจที่วิ่งตามออกมาพร้อมทั้งดึงข้าวของในมือซองยอลไปถือไว้เอง แถมยังถือวิสาสะเอื้อมมาจับมือเขาไว้อีก ซองยอลพยายามขืนมือออกจากการเกาะกุมนั้นครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่สำเร็จเลยได้แต่ปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นตลอดทางเดินกลับบ้าน…อึดอัดจนอย่างจะหนีไปให้ไกลๆ

 

 

“ส่งฉันแค่นี้ก็พอ” ซองยอลเอ่ยปากบอกอีกคนพร้อมทั้งค่อยๆขืนมือที่ถูกกุมเอาไว้ออกก่อนจะเอื้อมมือไปดึงหนังสือกลับมา เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงบ้านของเขาแล้ว

 

 

“ให้ฉันไปส่งถึงบ้านไม่ได้เหรอ”

 

 

“ไม่ได้..นายคงไม