lcheshirex View my profile

[ FIC ] Be sweet on.♡ 14th {♥ Myungyeol}

posted on 16 Sep 2013 13:29 by cheshirexx in INFINITE directory Fiction

 

 

 

 

14th

 

บนโลกใบนี้ไม่เคยมีใครเกิดมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีทั้งสวยงามและมืดมนปะปนกันไป ในชีวิตที่ใครต่อใครมองว่าเพียบพร้อมอย่างคิมมยองซูเองก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน แม้ภายนอกจะเขาเองจะดูสมบูรณ์แบบจนคนอื่นอาจอิจฉา ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ ฐานะ หรือความสามารถเกินตัวเด็กมัธยมคนหนึ่ง แต่ทั้งหมดมันก็แค่ความสมบรูณ์แบบภายนอกที่ทุกคนอยากจะไขว่คว้า แต่รู้หรือไม่ว่าความสมบรูณ์แบบพวกนั้นไม่ใช่สิ่งที่คิมมยองซูต้องการเลยสักนิด สิ่งที่เขาต้องการนั้นคือความสมบูรณ์แบบทางครอบครัวที่เขาไม่เคยสัมผัสถึง...

 

 

 

คิมมยองซูไม่เคยสัมผัสถึงความรักของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมารดาสักครั้งนับตั้งแต่จำความได้ มีเพียงบิดาเท่านั้นที่คอยสั่งสอนและเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็กจนถึงตอนนี้ ถ้าถามว่าแล้วทำไมถึงมีแค่พ่อเท่านั้นที่คอยเลี้ยงดู แล้วแม่ล่ะ ? คำถามข้อนี้เขาก็เคยถามผู้เป็นพ่อเช่นกันเมื่อครั้งยังวัยเด็ก หลายคนคงคิดว่าคนเป็นบิดาคงหาคำตอบสวยหรูแทนการบอกความจริงให้แก่เด็กในวัยเจ็ดขวบได้รู้ถึงเหตุผลของการมีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เปล่าเลย...พ่อของเขาไม่ใช่แบบนั้น ท่านไม่เคยพูดโกหกเพื่อให้จมอยู่ในโลกสวยงามที่ไม่เป็นความจริงหากท้ายสุดแล้วจะทำให้เจ็บปวดมากกว่าสิ่งใดๆ

 

 

 

แม่ของเขาไม่ได้มีพ่อแค่คนเดียว แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือคนคนนั้นที่ช่วงชิงแม่ไปจากพ่อของเขา...เป็นคนที่พ่อไว้ใจที่สุด มันคงจะเจ็บปวดและน่าคับแค้นใจอยู่พอตัวกับเรื่องราวแบบนี้สำหรับพ่อที่ต้องเสียคนรักให้กับคนอื่น แต่ถึงกระนั้นท่านก็ไม่เคยยัดเยียดความรู้สึกนึกคิดเลวร้ายพวกนั้นใส่ตัวเขาเลยแม้สักครั้ง แต่คงไม่ใช่กับฝ่ายของแอลโจ น้องชายต่างสายเลือดของเขาที่ห่างกันแค่สามปี นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเขาถึงไม่เคยได้สัมผัสถึงความรักของคนเป็นแม่ แต่ถึงกระนั้นเขาไม่เคยคิดโทษโกรธมารดาเลยสักครั้งและเขาก็รับรู้ว่าบิดาอยากให้คิมมยองซูคนนี้ยืนอยู่บนโลกที่ไม่สวยงามนี้ได้อย่างเข้มแข็ง

 

 

 

ถึงแม้ว่าแม่จะมีลูกอีกคนแต่ก็ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้แม่ยังไม่ลืมคิมมยองซู ท่านมักแวะเวียนมาหาเขาอยู่บ่อยครั้งพร้อมกับน้องชาย(ต่างสายเลือด) ในวัยเด็กเขาเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าดีใจและน่าสนุกที่มีจะน้องชายตัวเล็กคอยเป็นเพื่อนเล่น แต่ทว่าทุกอย่างกลับไม่เป็นแบบนั้น คิมมยองซูไม่รู้ว่าแอลโจถูกปลูกฝังเกี่ยวกับเรื่องราวของพ่อและเขามาอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและแอลโจถึงไม่มีคำว่า พี่น้อง อย่างที่ควรจะเป็น ถึงแม้เราจะมีแม่คนเดียวกันแต่ในความรู้สึกของแอลโจมันคงไม่ใช่แบบนั้น ...ไม่ใช่เลยสักนิดเดียว ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกันเมื่อสิบปีก่อน

 

 

 

เขาและแอลโจเติบโตขึ้นพร้อมกันในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งโดยคนที่จัดการให้เราทั้งคู่ได้เรียนที่เดียวกันนั้นคือแม่ด้วยเหตุผลที่ว่าแม่อยากให้เขาสร้างสัมพันธ์กับน้องชายต่างสายเลือด แต่ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ใช่อย่างที่คนเป็นแม่ต้องการเลยสักนิด มันเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นที่นำพามาซึ่งความรู้สึกและความสัมพันธ์ระหว่างแอลโจทั้งหมดในปัจจุบัน…แอลโจเกลียดคิมมยองซู นั่นคือความจริง หมอนั่นไม่เคยเรียกเขาว่าพี่หรือแม้แต่คำพูดจาดีๆอย่างพี่น้องคนอื่นพูดกันก็ไม่เคยมี

 

 

การกระทำที่มยองซูได้รับจากแอลโจในวัยเด็กนั้นมีแต่คำพูดเหยียดหยามและเย้ยหยันตลอดเวลาที่เจอหน้าว่า…‘แม่เป็นของฉัน ไม่ใช่ของนาย นายมันก็แค่ลูกที่แม่ไม่ต้องการ’

 

 


หรือมากกว่านั้นหน่อยอาจมีพาดพิงมาถึงผู้เป็นพ่อของเขาอย่างเช่นว่า...‘นายก็เหมือนพ่อของนายที่แม่ไม่ต้องการ เพราะแม่ต้องการฉันกับพ่อเท่านั้น’

 


ทุกสิ่งทุกอย่างที่แอลโจพูดตอกย้ำออกมานั้นทำให้เขาคอยเก็บมาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าและยิ่งตอกย้ำ เมื่อการกระทำของผู้เป็นแม่ที่มักจะคอยให้ความรักกับแอลโจมากกว่ามยองซูจนต้องยอมรับว่ามันคงเป็นความจริง  คำพูดแสนร้ายกาจคอยทับถมในใจของคิมมยองซูนับตั้งแต่นั้นมาเนิ่นนานจนแปรเปลี่ยนให้เด็กผู้ชายที่เคยมองคนรอบข้างในแง่ดีกลับมองทุกอย่างติดลบ ความเกลียดชังค่อยๆเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาและการกระทำของอีกฝ่าย แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นทุกครั้งที่มยองซูโดนเย้ยหยันจากแอลโจ เขาจะไม่แสดงออกอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ใช้กำลังระบายความเกลียดชังต่ออีกฝ่ายก็ไม่เคย เพราะคิมมยองซูมีความคิดมากพอที่จะไม่แสดงออกแบบนั้น เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่างเพื่อที่จะได้ก้าวเหนือกว่าคนที่คอยเย้ยหยันอย่างแอลโจ จนเขากลายเป็นคิมมยองซูที่เหนือกว่าและเพียบพร้อมทุกอย่างโดยที่ใครๆต่างก็ต้องอิจฉาไม่เว้นแม้แต่แอลโจ

 

 

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีการเดิมพันเอาชนะเพื่อให้ได้ซองยอลระหว่างเขาและแอลโจ มยองซูรู้มาตั้งแต่ต้นว่าซองยอลคือแฟนเก่าของแอลโจ เขาก็แค่อยากจะเอาคืนจากเรื่องในอดีตคิดไว้ว่าจะแค่เล่นสนุกกับการเดิมพันของแอลโจ และยิ่งรู้ว่าเขาและซองยอลมีความต้องการอย่างเดียวกันคือเย้ยแอลโจเท่านั้น ก็ยิ่งน่าสนุกจนไม่ทันระมัดระวังหัวใจตัวเองเพราะพอได้ใกล้ชิด ได้รู้จักซองยอลมากขึ้น ความรู้สึกทุกอย่างกลับแปรเปลี่ยนไป จากเพียงแค่เกมส์ฆ่าเวลาสนุกๆกลับกลายเป็นความรู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยคนคนนี้ไปได้อีกแล้ว ‘ความรู้สึกที่อยากครอบครองอีซองยอลไว้แต่เพียงผู้เดียว’ ทำให้เขายอมละทิ้งคำว่าเดิมพันและใช้หัวใจในการไขว่คว้าอีซองยอลแทน ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดีแต่ก็ต้องพังทลายลงเพียงเพราะคำว่า ‘เดิมพัน’ เมื่อซองยอลรู้ความจริง

 

 

“ต่อไปนี้ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้เราไม่ต้องเจอกันอีก...ตลอดไป”

 


คิมมยองซูจะไม่ได้เจออีซองยอลอีกตลอดไป แค่คิดก็เหมือนมีมีดปลายแหลมเป็นพันเล่มเสียดแทงลงกลางหัวใจของเขาเมื่อน้ำเสียงของซองยอลสะท้อนขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับน้ำอุ่นๆที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ

 

 

 

ความผิดพลาดครั้งนี้มันเจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งใดๆ

 

 

 

 

 “จะทำตัวหนีปัญหาแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนคิมมยองซู”


 

 

เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นภายในความเงียบสงัดเรียกให้คนที่จมอยู่ในห้วงความรู้สึกอันแสนสาหัสนั้นรู้สึกตัว มยองซูหลับตาลงและสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆเพื่อปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ดวงตาคมปรายมองคนมาเยือนเล็กน้อย

 

 

 

“ฉันอยากอยู่คนเดียว” เอ่ยปากไล่อย่างอ้อมๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนไปกับเตียงนุ่มขนาดใหญ่ หันหน้าหนีไปอีกทางราวกับไม่ต้องการจะปฏิสัมพันธ์ใดๆกับผู้มาเยือน

 

 

อูฮยอนกอดอกมองญาติผู้น้องที่บัดนี้หมดฤทธิ์จนแทบไม่มีแรงก้าวเดินต่อทำให้เขาต้องจะถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ หลังจากเกิดเรื่องวันนั้น คิมมยองซูได้รับบทเรียนจากการสูญเสียครั้งสำคัญ หมอนั่นก็กลายเป็นคนที่จมอยู่กับความคิดของตัวเองจนไม่เป็นอันกินอันนอนหรือแม้แต่จะทำอะไรทั้งสิ้น ตัดขาดจากสิ่งรอบข้างโดยสิ้นเชิงและเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว บอกตรงๆว่าสงสารจับใจ ถึงแม้อูฮยอนจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าอาจต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ก็อดเป็นห่วงอาการของญาติผู้น้องไม่ได้เพราะจากที่ดูๆก็สาหัสเอาการ

 

 

 “คิดว่าทำตัวแบบนี้แล้วซองยอลกลับมาเหรอ ? จมอยู่กับความผิดของตัวเองโดยไม่ทำอะไรแล้วคิดว่าซองยอลจะกลับมาหานายงั้นสินะมยองซูคนโง่ ! ” ถึงจะพูดออกไปอย่างร้ายกาจแต่ก็ไร้ปฏิกิริยาตอบกลับจากอีกฝ่าย

 

 

อูฮยอนทนไม่ได้ที่มยองซูกลายเป็นคนไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาแบบนี้จึงตรงเข้าไปดึงตัวให้คนโง่ลุกขึ้นมาฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างหมดความอดทน มยองซูสะบัดแรงดึงจากอีกคนก่อนจะหันมองด้วยความไม่พอใจพร้อมพูดเสียงแข็ง

 

 

“คิดว่าฉันอยากให้มันเป็นแบบนี้รึไง แต่ฉันทำอะไรไม่ได้ เข้าใจไหมว่าฉันทำไม่ได้ ! ” คิดว่าคิมมยองซูต้องการให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้หรือไง เขาไม่ต้องการเลยสักนิด แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้นอกจากต้องยอมรับมันไม่ใช่เหรอ

 

 

“เลิกโง่สักที คิมมยองซูที่ฉันรู้จักไม่ใช่คนโง่ นิสัยนายไม่ใช่แบบนี้มยองซู นายไม่เคยปล่อยให้อะไรหลุดมือไม่ใช่เหรอ ? แล้วของสำคัญอย่างซองยอล นายจะปล่อยให้มันหลุดมือทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรแบบนี้น่ะเหรอ”

 

 

คำพูดของอูฮยอนทำให้มยองซูต้องเหลือบสายตาขึ้นมองก่อนจะเบือนหน้าหนี เพราะสิ่งที่อูฮยอนพูดคือความจริง คิมมยองซูเคยเป็นคนแบบนั้นที่ไม่ว่ายังไงจะไม่ปล่อยของสำคัญให้หลุดมือไป

 

 

“แล้วอูฮยอนจะให้ฉันทำยังไง ในเมื่อเขาเป็นคนบอกเองว่าจะทำทุกอย่างที่จะไม่ต้องเจอหน้า” มยองซูคิดไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าจะมีวิธีไหนทำให้ซองยอลกลับมาเพราะสิ่งที่เขาทำนั้นมันสร้างความเจ็บปวดให้อีกคนอย่างไม่น่าให้อภัย

 

 

อูฮยอนถอนหายใจออกมาเล็กน้อย..ทีตอนอื่นละฉลาดจังแล้วทำไมถึงมาโง่เอาตอนสำคัญวะคิมมยองซู !

 

 

“เรื่องนี้นายเป็นคนผูกมันขึ้นมา ก็ต้องแก้ไขเอง มันถึงเวลาแล้วที่นายจะแก้ไขในสิ่งที่ทำลงไป คิดทบทวนดีๆนะว่าต้องทำยังไงต่อไป...อย่าปล่อยให้หัวใจอยู่ห่างจากตัวเองนานๆ เพราะเวลาไม่เคยรอใคร”

 

 

อูฮยอนตบลงบนไหล่ของญาติตัวแสบเบาๆเป็นการให้กำลังใจก่อนจะเดินออกจากห้องไปทิ้งให้มยองซูเก็บเอาคำพูดของอูฮยอนมาคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าและมันทำให้เขานึกถึงคำสอนของพ่อที่เกือบลืมจนสนิทใจลอยขึ้นมาเรียกให้สติมยองซูกลับมาอีกครั้ง

 

 

‘เวลาจะทำอะไรต้องรีบลงมือก่อนที่เวลาจะหมดไปและอย่าปล่อยให้สิ่งสำคัญหลุดมือไป...หรือถ้าเผลอหลุดมือไปแล้วก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำสิ่งนั้นกลับมา ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม อย่าให้เป็นเหมือนอย่างพ่อ เข้าใจไหมมยองซู’

 


ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดหัวใจของเขาต้องกลับคืนมาต่อให้อีซองยอลจะเกลียดหรือหนีเขาไปไกลมากแค่ไหนก็ตาม แต่ความรักระหว่างเขากับซองยอลมันจะต้องไม่จบลงแบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

“ขอผมเจอซองยอลได้ไหมครับ...พี่ซองกยู”

 

 

 

 

 


be sweet on

 

 

 

 

ครืน 

 


เสียงครืนคราดดังมาจากท้องฟ้ามืดครึมด้านบนที่ตั้งเค้าเมฆฝนมาได้ระยะใหญ่ ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ช่วงปลายของฤดูฝนก็ไม่เคยมีวันไหนที่พื้นถนนจะแห้งได้นานเกินหนึ่งวันราวกับว่ากำลังทิ้งทวนก่อนจะได้พบเจอกับความหนาวเย็นในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า น้องเล็กคนสุดท้องของตระกูลซองแอบเดินมาแหวกผ้าม่านสีครีมสะอาดทันทีที่ได้ยินเสียงฟ้าร้องก่อนจะสอดส่องสายตามองไปยังนอกตัวบ้านตรงที่ที่มีใครบางคนยังคงปักหลักยืนอยู่มานานร่วมหลายชั่วโมงและไม่มีทีท่าว่าจะถอยกลับไปง่ายๆ ถึงแม้ว่าฝนจะลงเม็ดแล้วก็ตาม มันไม่ใช่แค่วันนี้วันเดียวหรอกนะที่อีซองจงต้องแอบเดินมาแง้มผ้าม่านดูสถานการณ์ภายนอก แต่มันเป็นแบบนี้มาได้ประมาณสามถึงสี่วันแล้วล่ะ...มองแล้วก็อดเห็นใจหน่อย ๆ ไม่ได้

 

 

“คนบ้านนี้นี่ใจร้ายกันทุกคนเลยนะฮะ” คนตัวเล็กแง้มผ้าม่านค้างไว้ก่อนจะหันกลับไปพูดกับคนที่นั่งอ่านวรรณกรรมต่างประเทศอยู่บนโซฟาใกล้ๆ

 

 

“บ้านไหน ? ”

 

 

“ก็บ้านนี้นี่แหละ บ้านนี้” คำตอบที่ไม่ค่อยรู้เรื่องของซองจงทำเอาซองกยูต้องละสายตาจากตัวอักษรในหนังสือเล่มเล็กแล้วขมวดคิ้วมอง ก่อนจะเห็นน้องตัวแสบชี้นิ้วประกอบคำตอบเมื่อครู่ว่าบ้านที่ว่าคือ ‘บ้านตระกูลซอง’ เนี่ยแหละ

 

 

“พูดให้ดี ๆ หน่อยซองจง บ้านนี้มันก็บ้านนายด้วยไม่ใช่รึไง”

 

 

“ก็ยกเว้นผมไว้คนนึงงะ..โอ้ย ! ” ยังพูดไม่ทันจบประโยคก็เจอมะเหงกจากพี่ชายคนโตเคาะลงกลางศีรษะชนิดที่ว่ากะให้คนโดนกะโหลกร้าวเลยล่ะ!

 

 

“พูดอะไรไม่เข้าเรื่อง”

 

 

“ผมพูดความจริงก็หาว่าไม่เข้าเรื่องอีก พี่ไม่เห็นใจคนที่ยืนรออยู่นอกบ้านบ้างรึไง ?  เขามายืนตากฝนหน้าบ้านเราหลายวันแล้วนะ ” ซองจงลูบศีรษะตรงที่โดนเคาะเบา ๆพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงติดไม่พอใจใส่คนเป็นพี่ ซองกยูปรายสายตามองผ่านผ้าม่านที่ถูกแง้มไว้ออกไปด้านนอกก่อนไหวไหล่อย่างไม่สนใจ

 

 

“แล้วไง ? จะให้พี่ทำอะไรงั้นหรอ ? ”

 

 

“น่าจะให้เขาเข้ามานั่งในบ้านหรือไม่พี่ก็ยอมๆให้เขาเจอพี่ซองยอลไปซะให้สิ้นเรื่องสิ..โอ้ย ! ” เป็นอีกครั้งที่ซองจงโดนประทุษร้ายบริเวณศีรษะตรงจุดเดิมจนต้องร้องซี้ดออกมาอย่างเจ็บปวดแต่มันก็ไม่ได้ทำให้พี่ชายคนโตรู้สึกผิดได้

 

 

“จะบอกให้นะไม่มีใครขอร้องให้หมอนั่นยืนรอเลยสักคน แล้วที่สำคัญพี่ไม่ได้เป็นคนห้ามซองยอล มันอยู่ที่เจ้าตัวเองหรือเปล่าที่ไม่อยากเจอ”

 

 

“จริงเหรอ ? แต่พี่ร้องไห้เพราะเขานะ ทำไมถึงไม่อยากเจอล่ะพี่ซองยอล” ซองจงรีบหันไปเอ่ยปากถาม 'เจ้าตัว' ทันทีด้วยความอยากรู้

 

 

เช่นเดียวกับซองกยูที่เหลือบสายตามอง ‘เจ้าตัว’ ที่ว่านั่นนั่งเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไปมาอย่างไม่สนใจเหมือนกับว่าไม่ได้ยินในสิ่งที่ซองจงถาม แต่ถึงกระนั้นคนที่คอยดูแลน้องๆมาตั้งแต่เด็กอย่างซองกยูก็มองออกว่าซองยอลแค่กำลังสร้างเกราะป้องกันตัวเองโดยการทำเป็นไม่สนใจต่างหาก และดูเหมือนว่าซองยอลนั้นไม่สามารถสร้างกำแพงได้แข็งแรงพอที่จะทนต่อสายตาอยากรู้อยากเห็นของน้องชายสุดแสบอย่างซองจงได้จึงต้องหาทางหนีอย่างตอนนี้

 

 

“เย็นนี้ผมไม่ทานข้าวนะ ขอตัวก่อน” ซองยอลปิดโทรทัศน์ที่กำลังนั่งดูก่อนจะเดินหายไปยังด้านบนพร้อมกับทิ้งท้ายราวกับจะบอกเป็นน