lcheshirex View my profile

[ FIC ] Be sweet on.♡ 15th {♥ Myungyeol} END

posted on 16 Sep 2013 13:34 by cheshirexx in INFINITE directory Fiction

 

 

15th

 

ในเวลานี้คงไม่มีใครโง่เง่าเกินผู้ชายที่ชื่อคิมมยองซูอีกแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อน...ก่อนที่เขาจะมายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้

 

 

“พี่ก็ลอยน้ำตามพี่ซองยอลไปสิฮะ” 

 


“ลอยน้ำ ? ” มยองซูขมวดคิ้วเป็นปมกับคำใบ้ของซองจง..ลอยน้ำ ทำไมต้องลอยน้ำ 

 


“อ้าว พี่เป็นเป็ดไม่ใช่เหรอ ฮ่องกงเขามีเป็ดลอยน้ำ พี่ก็น่าจะลองลอยไปบ้างนะ” อีกคนตอบกลับมาหน้าตาเฉยแต่คนฟังกลับยิ่งขมวดคิ้วเป็นปม ไม่ใช่เพราะซองจงแอบกัดเขาทางอ้อม แต่เป็นเพราะอะไรบางอย่างที่หลุดมากับคำใบ้นั้นต่างหาก 

 


“เดี๋ยวนะ..หมายความว่า..”

 


“พี่ไม่รู้จักเป็ดยักษ์ลอยน้ำที่ฮ่องกงเหรอ เชยจังเลยนะ”

 


“หมายความว่าซองยอลอยู่ฮ่องกงเหรอ ?”

 


“อุ๊บ ! ผมเผลอบอกไปเหรอว่าพี่ซองยอลไปเที่ยวที่นั่นอ่ะ”

 


นั่นเป็นเพียงแค่ต้นเหตุ แต่ที่ทำให้คิมมยองซูดูโง่เง่ามากที่สุดในชีวิตไม่ใช่เพราะเขาบ้าจี้ทำตัวเป็นเป็ดลอยน้ำไปตามหาซองยอลอะไรแบบนั้น หากแต่เป็นเพราะหลังจากนั้นหนึ่งวันเขาก็รีบเดินทางมาฮ่องกงโดยที่...ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย  มีแค่กระเป๋าเป้หนึ่งใบกับตั๋วเครื่องบินและพาสปอร์ตเข้าประเทศมาเพียงแค่นั้น คำว่าแค่นั้นคือแค่นั้นจริงๆ แม้แต่แผนที่หรือคู่มือการสื่อสารของประเทศฮ่องกง คิมมยองซูก็ไม่ได้เตรียมมา แล้วอย่าไปถามถึงที่พัก แค่มีสติบุ๊คไฟล์ทบินมาถูกก็ดีถม จากที่เคยเป็นคนรอบคอบในทุกๆอย่างก่อนจะทำอะไรต้องมีการคิดเตรียมแผนเอาไว้กลับกลายเป็นคนสติหลุด ทำตามเสียงหัวใจมากกว่าความคิดเพียงเพราะผู้ชายที่ชื่ออีซองยอล มันคือเหตุผลว่าทำไมถึงมีผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งกำลังยืนทึ้งหัวด่าตัวเองอยู่ในมโนจิต ณ สนามบินนานาชาติฮ่องกงอันกว้างใหญ่แห่งนี้และคิมมยองซูคิดว่าช่วงเวลาอันยากลำบาก นับตั้งแต่เท้าของเขาแตะพื้นดินประเทศฮ่องกงคงจะไม่หมดลงไปง่ายๆ

 

 

หลังจากตั้งสติหาที่พักให้ตัวเองและจัดการทุกสิ่งทุกอย่างจนลงตัวแล้ว คิมมยองซูก็เริ่มปฏิบัติภารกิจสำคัญของการมาเยือนฮ่องกงทันที แต่มันติดอยู่นิดเดียวตรงที่ไม่รู้จะต้องเริ่มต้นจากตรงไหน  การตามหาใครสักคนในต่างแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้ซองจงจะบอกไว้ว่า ‘ฮ่องกงเล็กนิดเดียว แค่พี่ก้าวออกจากสนามบินก็เจอพี่ซองยอลแล้ว’ ไอ้คำพูดพวกนั้นคิมมยองซูอยากเถียงขาดใจ ประเทศเล็กก็จริงแต่จำนวนประชากรและนักท่องเที่ยวมันไม่ใช่น้อยๆนะเว้ย ! ยิ่งฮ่องกงขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวและช็อปปิ้งของเอเชียแล้วด้วย การตามหาอีซองยอลนั้นไม่ใช่งานง่ายๆอย่างที่คิด มยองซูเปิดสมาร์ทโฟนและอ่านข้อมูลที่อยู่ของซองยอลที่ได้รับจากซองจงแล้วก็ยังคิดไม่ออกว่าควรเริ่มจากจุดไหน ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมไม่เรียกแท็กซี่ไปก็สิ้นเรื่อง...ถ้ามันสิ้นเรื่องคิมมยองซูก็คงไม่ต้องมายืนหน้ามึนอยู่กลางทางแบบนี้หรอก เขาเรียกแท็กซี่จากโรงแรมแล้วเอาที่อยู่ของซองยอลให้ดูก็ดันเจอคันที่ไม่ค่อยรู้เส้นทาง พาเขาวนอยู่แถบนั้นหลายรอบจนค่าโดยสารมิเตอร์ขึ้นเอาๆ คิมมยองซูจึงต้องยอมไปตายเอาดาบหน้าลงจากแท็กซี่คันนั้นกลางทางและมาหาคนช่วยนำทางให้เขาไปหาซองยอลได้จริงๆน่าจะดีกว่า โดยเริ่มจากหาคนใกล้ๆแถวนี้ที่คาดว่าพอจะสื่อสารกันรู้เรื่อง 

 

 

มยองซูแบกกระเป๋าติดตัวเดินเข้าไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงป้ายรถประจำทางไม่ใกล้ไม่ไกลจากเขาที่คิดว่าน่าจะเป็นคนฮ่องกงหรืออยู่ในประเทศนี้มานานพอสมควรและพอจะพูดคุยกันรู้เรื่อง แต่ผลที่ได้กลับมาทันทีที่เปิดที่อยู่ในสมาร์ทโฟนให้ผู้หญิงคนนั้นดูก็คือคำตอบภาษาจีนที่ฟังไม่ออก พยายามจะสื่อสารให้เข้าใจแต่ก็คว้าน้ำเหลว ผู้หญิงคนนั้นยังคงพูดประโยคที่ฟังไม่รู้เรื่องซ้ำๆออกมาจนมยองซูต้องกล่าวคำขอบคุณเพื่อถอยออกมาและมองหาตัวช่วยใหม่ หากแต่ว่าไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่คนพูดภาษาที่เขาฟังไม่รู้เรื่องใส่กันจนมึนไปหมด แถมเสียงเอะอะเจี้ยวจ้าวของคนพวกนั้นยังฟังดูน่ารำคาญเป็นอย่างมากในความคิดเขาด้วย คิ้วเข้มขมวดแน่นจนแทบจะเป็นปมเมื่อคิดว่าคงสื่อสารกับใครไม่รู้เรื่องแน่ๆ

 

 

มยองซูทำได้เพียงแบกกระเป๋าเดินต่ออย่างไร้หนทาง มันเป็นโมเม้นที่ไม่ควรเกิดขึ้นในชีวิตคิมมยองซูเลยสักนิด ! ไอ้ที่ยืนอยู่เรียกว่าแถวไหนก็ไม่รู้ จะไปหาซองยอลแถวไหนก็บอกคนอื่นไม่ถูก นอกจากเมื่อวานจะเป็นคนโง่แล้ว ตอนนี้คิมมยองซูยังเป็นคนหลงทางด้วย

 

 

กระเป๋าใบใหญ่ถูกเหวี่ยงไปยังม้านั่งข้างทางก่อนเจ้าของจะทิ้งตัวลงตามมาอย่างเหนื่อยล้า...ยังเหยียบฮ่องกงไม่ถึงสองวันก็เหนื่อยได้ขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดว่าต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อีกกี่วันถึงจะเจอซองยอลและถึงตอนนั้นพลังของคิมมยองซูจะสูญหายไปเท่าไหร่กัน ดวงตาสีเข้มจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ปรากฏรูปของใครบางคนเหมือนต้องการขอพลังจากคนในรูปนั้นก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ บางทีพระเจ้าอาจกำลังยื่นบททดสอบความรักให้แก่เขาก็เป็นได้ แต่บททดสอบนี้ใช่ว่าจะใช้ตัวช่วยไม่ได้นี่นา

 


มุมปากเท่กระตุกยิ้มทันทีที่หัวสมองคิดอะไรบางอย่างออก ส่งสัมผัสลงบนหน้าจอโทรศัพท์ไปยังรายชื่อในคอนแทคลิสต์อย่างรวดเร็วก่อนจะนับถอยหลังรอให้ปลายทางรับสายของเขา ถึงจะไม่ได้เตรียมตัวอะไรสักอย่างในการเดินทางครั้งนี้ แต่นับว่าโชคดีที่คิมมยองซูไม่โง่ถึงขั้นลืมเปิดโรมมิ่งไว้ใช้สำหรับติดต่อบุคคลอื่นๆในยามฉุกเฉิน ใช้เวลาไม่นานปลายทางที่มยองซูติดต่อไปก็กรอกเสียงรับสายอย่างร่าเริงราวกับรู้ว่าเขาต้องติดต่อกลับมาอย่างแน่นอน

 

 

[อันยองงงง ติดต่อกลับมาได้แล้วเหรอ นึกว่าพี่จะลอยน้ำหลงไปถึงแม่น้ำอะเมซอนซะแล้ว]

 

 

“ไม่ใช่แต่ก็เหมือนละนะ” ที่คิมมยองซูหลงทางอยู่ตอนนี้ก็ไม่ต่างจากที่อีซองจงพูดนักหรอก

 

 

[น่าสงสารจริงๆ เป็นเป็ดหลงทางอยู่สินะ] น้ำเสียงเห็นอกเห็นใจส่งตรงจากปลายสาย แต่ไม่รู้ทำไมคนฟังฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดชอบกลกับไอ้คำว่าเป็ดหลงทาง...ยังไงก็ช่างเถอะเรื่องนั้นปล่อยมันไปก่อน ตอนนี้เขามีสิ่งสำคัญที่ต้องขอร้องมากกว่าจะมานั่งหงุดหงิดคำจิกกัดของอีซองจง

 

 

“ถ้าสงสาร...นายก็ต้องช่วยฉันอีซองจง” ปลายสายเงียบไปเล็กน้อยทันทีที่มยองซูโพล่งบอกความต้องการในการติดต่อมาครั้งนี้ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆลอยออกมาจากปลายสาย

 

 

[ผมรออยู่นานแล้วเหอะ] รอยยิ้มกระตุกขึ้นบนมุมปากของคนหล่ออีกรอบพร้อมกับความคาดหวังที่ถูกจุดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง…น่าจะคิดถึงวิธีนี้ได้ตั้งนานแล้ว

 

 

รอฉันก่อนนะอีซองยอล

 

 

 

 


Be sweet on

 

 

 

 

 

รองเท้าผ้าใบสีฟ้าอ่อนถูกสวมใส่อย่างไม่เร่งรีบจากคนเป็นเจ้าของพร้อมกับรอยยิ้มรับอากาศสดใสในวันนี้ เชือกสีขาวนวลค่อยๆผูกทบกันเป็นโบว์อย่างสวยงามก่อนคนใส่จะยืนเต็มความสูงแล้วกระแทกเท้าทั้งสองข้างลงกับพื้นหินอ่อนเบาๆสองสามครั้งให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนโทรศัพท์ใส่กระเป๋าจะส่งเสียงร้องออกมาอย่างน่ารำคาญ มองรายชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอแล้วก็ต้องรีบกดรับสาย

 

 

“ว่าไงอีซองจง”

 

 

[มีคนแก่บ่นคิดถึงเลยใช้ให้ผมโทรหา] ปลายสายกรอกเสียงออกมาอย่างร่าเริงก่อนจะกลายเป็นเสียงโอดครวญเหมือนโดนอะไรเข้าสักอย่าง ซองยอลหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อรู้ว่าใครเป็นคนทำอีซองจง

 

 

พี่ใหญ่กับน้องเล็กตระกูลซองกำลังทะเลาะกันผ่านโทรศัพท์ไกลมาถึงฮ่องกงเลยนะเนี่ย

 

 

[ พี่ซองยอลดูนะ ! ใช้ผมให้โทรมาแท้ๆ พอพูดความจริงก็ทำเป็นคนแก่ขี้เขิน ] ปลายสายรีบฟ้องยิกๆ ถ้าให้ซองยอลเดาสีหน้าซองจงตอนนี้ ก็คงจะทำหน้ายับยู่อารมณ์เสียได้ที่เลยล่ะ

 

 

“ยอมๆหน่อยเถอะน่า...บอกพี่ซองกยูด้วยว่าฉันก็คิดถึง”

 

 

[ แล้วผมอ่ะ ไม่คิดถึงเหรอ น้อยใจนะ ]

 

 

“คิดถึงเหมือนกันแหละน่า” ซองยอลหัวเราะน้อยๆก่อนจะกลายเป็นอมยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้ยินเสียงของครอบครัวที่รักและคิดถึง ไม่ว่าตัวเขาจะอยู่แห่งไหน อีซองยอลมั่นใจได้ว่ายังมีสองคนนี้แหละที่คอยคิดถึงและเป็นห่วงเขาเสมอ

 

 

[ อยู่ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง เที่ยวสนุกปะ / มีใครมาจีบนายหรือเปล่า !! ] แต่ดูท่าคงจะมากไปหน่อย โดยเฉพาะกับคนหลังที่ตะโกนลอดโทรศัพท์ออกมา [ จะพูดแทรกผมทำไมเนี่ยพี่ซองกยู ! ]

 

 

“โอ้ย พอก่อนๆ ไม่มีใครมาจีบทั้งนั้นล่ะ แล้วก็เที่ยวสนุกมาก เจ้าบ้านพาตะลอนทุกวันเลย”

 

 

[ อ้อ ดีจริงๆ แล้ววันนี้พี่กำลังจะไปเที่ยวไหน ? ] ซองจงเอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็นซึ่งซองยอลคิดว่าคงเป็นปกติของคนๆที่นานๆจะได้คุยกันจึงไม่สงสัยอะไร แต่หารู้ไม่ว่ามีปลายสายของอีกปลายสายกำลังรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

 

 

เข้าใจไม่ผิดหรอก...ปลายสายของอีกปลายสาย นอกจากสายของซองจงแล้วตอนนี้ยังมีอีกสายในมือของซองกยูร่วมฟังการสนทนาครั้งนี้ด้วยนี่หน่า

 

 

“ฉันกำลังจะไปเที่ยวอ่าววิคตอเรีย เดี๋ยวถ่ายรูปมาอวดนะ คิคิ” ซองยอลหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานเมื่อแกล้งอวดน้องชายได้ แต่หารู้ไม่ว่าคนที่ฟังสายอยู่นั้นไม่ใช่อีซองจงแล้ว

 

 

[ อย่าให้รู้นะว่ามีใครจีบนาย ไม่งั้นพี่จะส่งเป็ดไปจัดการ ] ซองกยูดึงโทรศัพท์แล้วกรอกเสียงดุลงไป แต่ทว่ากลับมีความหมายซ่อนอยู่ในประโยคนั้น ทางคนฟังที่อยู่ฮ่องกงคงไม่รู้หรอกว่ารอยยิ้มเจ้าเล่ห์กำลังปรากฏบนใบหน้าของสองพี่น้องตระกูลซองอยู่ตอนนี้

 

 

“เป็ดเนี่ยนะ ? พี่เพี้ยนไปกันใหญ่แล้ว” 

 

 

[ เดี๋ยวก็ดูแล้วกันว่าเป็ดตัวนี้จะจัดการได้หรือไม่ได้ ] ซองยอลเลิกคิ้วอย่างขบขันก่อนที่ปลายสายจะกำชับอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะอย่างเป็นห่วงและบอกลาไป ถึงจะอย่างนั้นก็สามารถเรียกรอยยิ้มให้อีซองยอลได้อย่างมากมาย

 

 

ร่างบอบบางมองโทรศัพท์ในมือด้วยรอยยิ้มและเก็บเครื่องมือสื่อสารลงไปในกระเป๋าเป้ ผมสีน้ำตาลอ่อนพลิ้วตามแรงสะบัดไปด้านหลังก่อนที่เสียงหวานๆจะเอ่ยเร่งใครบางคนให้ออกมาเสียที

 

 

“เร็วๆหน่อยสิคริส เดี๋ยวคนเยอะ” ซองยอลมุ่ยปากชะเง้อมองจากหน้าประตูบ้านเข้าไปสอดส่องสายตาหาบุคคลที่เอ่ยชื่ออกมาเมื่อครู่

 

 

“อย่างเร่งสิ เดี๋ยวฉันหยิบรองเท้าผิดข้างกันพอดี”

 

 

เสียงทุ่มตอบกลับมาพร้อมกับการปรากฏตัว ใบหน้าหล่อเหลาแกล้งตีสีหน้าดุใส่คนเร่ง แต่มีหรือคนอย่างอีซองยอลจะกลัวแถมไม่พอแลบลิ้นใส่อย่างทะเล้นตามนิสัยขี้เล่นให้อีกด้วย

 

 

“รับปากฉันไว้ว่าจะพาเที่ยวก็อย่าชักช้าสิ” คนตัวเล็กกว่ากอดอกเชิดหน้าอย่างเอาแต่ใจทำให้เจ้าของความสูงเฉียดหนึ่งร้อยเก้าสิบเซ็นอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาให้กับความน่ารักของคนตรงหน้าก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้ผมสีน้ำตาลนุ่มนั้นอย่างหมั่นเขี้ยว

 

 

“ตัวยุ่งเอ้ย” ถึงจะเอ่ยเสียงดุแต่ซองยอลก็รู้ว่าคนพูดกำลังอมยิ้มให้เขาอยู่

 

 

ราวๆหนึ่งอาทิตย์ที่อีซองยอลได้มาใช้ชีวิตอยู่ในฮ่องกงเพื่อพักผ่อนกับเพื่อนชาวจีนที่โยกย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ปีกว่าอย่างคริสหรืออู๋อี้ฟาน เพื่อนสนิทต่างแดนของอีซองยอลและเป็นคนเดียวกับเจ้าของอีเมลฉบับนั้นด้วย เขารู้จักกับคริสมาตั้งแต่ตอนที่คริสเป็นนักเรียนจากต่างประเทศมาแลกเปลี่ยนที่โรงเรียนของซองยอลในสมัยมัธยมปลายปีสอง คริสสามารถพูดได้หลายภาษาร่วมทั้งภาษาเกาหลีด้วย ครอบครัวซองยอลรับเป็นโฮสต์ให้แก่นักเรียนแลกเปลี่ยนชาวจีนคนนี้เกือบปี ในช่วงเวลาที่เป็นโฮสต์ของซองยอล เหมือนเขาไม่ได้เป็นคนดูแลนักเรียนแลกเปลี่ยนอย่างคริส แต่เป็นคริสเสียมากกว่าที่คอยดูแลเขา ไม่ว่าจะเรียนจะเล่นหรือจะนอนคริสจะอยู่กับซองยอลทุกเวลา ตัวติดกันชนิดที่ว่าได้ฉายาคู่เสาไฟฟ้าของโรงเรียน จึงไม่แปลกหากทั้งคู่จะสนิทกันแม้ว่าคริสจะกลับประเทศไปตั้งแต่สี่ปีก่อน แต่ความสัมพันธ์ก็ยังไม่จางหายมาจนถึง ณ เวลานี้ กลับมาเจอกันอีกครั้ง...คริสก็ยังเป็นคริสคนเดิมที่คอยดูแลอีซองยอลและเป็นคนช่วยให้หัวใจของเขาได้พักผ่อนอย่างจริงจังเสียที

 

 

เรียวแขนยาวกางออกทั้งสองข้างรับสายลมเอื่อยๆพร้อมกับรอยยิ้มที่ถูกแต่งแต้มบนใบหน้าหวานยามที่ได้สูดรับความสดชื่นเข้าเต็มปอดทันทีที่ได้ก้าวมาถึงริมชายฝั่ง สถานที่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างอ่าววิคตอเรียเนื่องแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่ต่างพากันมาชื่นชมประติมากรรมลอยน้ำของศิลปินชาวดัตช์ท่านหนึ่งที่คริสคุยโวไว้กับเขาตั้งแต่ลงเครื่องที่สนามบินว่าจะต้องพามาดูให้ได้และตอนนี้เขาก็กำลังได้เห็นประติมากรรมลอยน้ำนั้น ดวงตากลมใสจับจ้องประติมากรรมขนาดใหญ่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังกลับเข้ามาภายในใจอีกครั้ง

 

 

 

...เป็ดยักษ์สีเหลือง...

 

 

“เหนื่อยหรือเปล่ากว่าจะฝ่าฝูงคนเข้ามาถึงนี่ได้”

 

 

แต่ก่อนที่ซองยอลจะถูกดึงลงไปในห้วงความคิด มืออุ